
ในยุคที่ “โลกป่วน” จากภัยธรรมชาติและภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง แนวคิดเรื่อง “พลังงานสะอาด” ความจำเป็นของทุกประเทศ ที่ต้องเร่งปรับแผนเพื่อความอยู่รอดของเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม
เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและแนวทางสู่อนาคตพลังงานไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ร่วมกับ กระทรวงพลังงาน จัดงาน Energy Symposium 2025 เวทีเสวนาภายใต้หัวข้อ “เป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจก และการปรับแผนพลังงานภายใต้แรงกดดันรอบด้าน ไทยจะขับเคลื่อนอย่างไรให้ยั่งยืน”
โดยมีผู้บริหารหน่วยงานสำคัญด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมร่วมให้มุมมองในหลากมิติ ทั้งด้านนโยบาย เทคโนโลยี และการปรับตัวของอุตสาหกรรมไทย

ไทยภายใต้แรงกดดันรอบด้าน เมื่อโลกเร่งเปลี่ยน ไทยต้องเร่งตาม
ปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กล่าวถึงเป้าหมายและมาตรการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศภายใต้ NDC 3.0 ว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญ “แรงกดดัน” ทั้งจากเวทีโลกและภายในประเทศ
จากภายนอก ประเทศต้องรับมือกับความคาดหวังของประชาคมโลกภายใต้ “Climate Ambition” มาตรการกีดกันทางการค้าเชิงสิ่งแวดล้อม เช่น CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) รวมถึงแรงกดดันจากนักลงทุนและตลาดโลกที่ต้องการเห็นธุรกิจไทยปรับตัวสู่ความยั่งยืน
ขณะเดียวกัน แรงกดดันภายในประเทศยังคงอยู่ที่ ความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้น ปัญหามลพิษ ความมั่นคงด้านพลังงาน และราคาที่ผันผวน ซึ่งล้วนเป็นโจทย์สำคัญที่รัฐบาลต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน
“รัฐบาลได้กำหนดนโยบายเพื่อคืนความเชื่อมั่นและความสุขให้กับประชาชน โดยเฉพาะนโยบายด้านภัยธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เช่น การติดตั้งและพัฒนาเครื่องมือเตือนภัยในพื้นที่เสี่ยงสูง พร้อมเร่งเยียวยาผู้ประสบภัย” ปวิชกล่าว พร้อมย้ำว่า ประเทศไทยกำลังเดินหน้าผลักดันสังคมคาร์บอนต่ำให้บรรลุ Net Zero ด้วยการสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดในทุกภาคส่วน
พลังงานไทยบนทางแยก: เทคโนโลยีรุดหน้าภูมิรัฐศาสตร์สั่นสะเทือน
วัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กล่าวว่า ปัจจัยหลักที่กระทบต่อระบบพลังงานไทยในปัจจุบันมาจากสามแรงใหญ่ คือ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความรุดหน้าของเทคโนโลยี และสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ซับซ้อน สงครามรัสเซีย–ยูเครน ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง รวมถึงความขัดแย้งทางการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐ ล้วนส่งผลให้ราคาพลังงานโลกผันผวน ขณะที่เงินบาทที่แข็งค่าในปี 2568 แม้ช่วยลดต้นทุนพลังงานนำเข้าได้บางส่วน แต่ก็ยังต้องจับตาความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นตลอดเวลา
พร้อมชี้ให้เห็นชี้ว่า เทคโนโลยีใหม่กำลังกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของระบบพลังงาน โดยเฉพาะ ความต้องการใช้พลังงานจากศูนย์ข้อมูล (Data Center) และ รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด “ภายในปี 2030 ความต้องการพลังงานจาก Data Center ทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นกว่า 160% และพลังงานสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าอาจเพิ่มขึ้นถึง 4 เท่า” พร้อมย้ำว่าประเทศไทยต้องเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบไฟฟ้าที่มีความยืดหยุ่นเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงนี้
ในส่วนของทิศทางราคาพลังงานโลก สนพ. ประเมินว่า ราคาน้ำมันดิบดูไบในไตรมาส 4 ปี 2568 จะอยู่ที่ 60–64 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และเฉลี่ย 66 ดอลลาร์ในปี 2569 ส่วนราคาก๊าซธรรมชาติ (JKM) คาดเฉลี่ยปี 2569 อยู่ที่ 10 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียู
“ภาครัฐมีบทบาทสำคัญในการรักษาเสถียรภาพด้านราคาพลังงาน ผ่านกลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง การปรับภาษีในช่วงวิกฤต และการจัดหาเชื้อเพลิงสำรอง เพื่อป้องกันผลกระทบต่อประชาชนและภาคธุรกิจ” วัฒนพงษ์ กล่าวทิ้งท้าย พร้อมเรียกร้องความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการผลักดันประเทศสู่เป้าหมายพลังงานสะอาดอย่างยั่งยืน

ขณะที่ พพ.ยังเร่งเครื่องเดินหน้าแผนพลังงานแห่งชาติ สู่เป้าหมาย Net Zero 2593
ณันทนิษฎ์ วงศ์วัฒนา รองอธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กล่าวถึง ยุทธศาสตร์ 5D พลังขับเคลื่อนสู่อนาคต ได้แก่
- Decarbonization ลดคาร์บอนจากทุกภาคส่วน
- Digitalization ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลบริหารจัดการพลังงาน
- Decentralization กระจายการผลิตพลังงานสู่ชุมชน
- De-regulation ปรับกฎเกณฑ์ให้ยืดหยุ่นเอื้อต่อการลงทุน
- Electrification ส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าในภาคขนส่งและอุตสาหกรรม
เดินหน้า แผนอนุรักษ์พลังงาน (EEP 2025–2580) เพื่อลดความเข้มการใช้พลังงานลง 36% จากปีฐาน 2553 ควบคู่กับ แผนพลังงานทดแทนและทางเลือก (AEDP 2024) ที่ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนเป็น 37% ภายในปี 2580 ทั้งจากแสงอาทิตย์ ชีวมวล ก๊าซชีวภาพ และไฮโดรเจน
“สองแผนนี้ไม่เพียงช่วยลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลกว่า 20,000 ktoe และสร้างการลงทุนมากกว่า 1.3 ล้านล้านบาท แต่ยังสร้างรายได้ให้เกษตรกรกว่า 41,000 ล้านบาทต่อปี และลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 75 ล้านตันภายในปี 2580” พร้อมย้ำว่า แผนทั้งหมดจะช่วยยกระดับเศรษฐกิจไทยให้เติบโตภายใต้โมเดล BCG – Bio-Circular-Green Economy อย่างแท้จริง
