
บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ผู้นำระดับโลกด้านการจัดการพลังงานและผู้ให้บริการโซลูชันสีเขียวอัจฉริยะ ตอกย้ำบทบาทผู้นำเทคโนโลยีที่ช่วยขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านของภาคอุตสาหกรรมไทยและ ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สู่ยุคอุตสาหกรรมอัจฉริยะและยั่งยืน ผ่านการผสานพลังของ AI ระบบอัตโนมัติ และโซลูชันพลังงานประสิทธิภาพสูง (Smart Energy Solutions) เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคการผลิต และสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจกับความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม
การจัดงาน Delta Future Industry Summit 2025 ภายใต้ธีม “พลิกโฉมอุตสาหกรรมสู่อนาคตด้วย AI ระบบอัตโนมัติ และพลังงานแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” ถือเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จของเดลต้าที่สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ขององค์กรในการเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของภูมิภาค โดยเปิดเวทีให้ภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายอุตสาหกรรม ได้ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและแนวทางบูรณาการเทคโนโลยี เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาคให้เติบโตอย่างยั่งยืนบนพื้นฐานของนวัตกรรมและความร่วมมือ

วิคเตอร์ เจิ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ประกอบการไตรมาส 3 ของปี 2025 มีการเติบโตอย่างโดดเด่น โดยรายได้รวมอยู่ที่ 1,652 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจาก 1,219 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในช่วงเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นอัตราการเติบโต 36% พร้อมอัตรากำไรจากการดำเนินงานที่แข็งแกร่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนศักยภาพของเดลต้าในการบริหารจัดการธุรกิจท่ามกลางความผันผวนของตลาดโลก โดยบริษัทคาดว่าแนวโน้มการเติบโตเชิงบวกจะยังคงต่อเนื่องไปจนถึงช่วงปลายปีนี้และต้นปีหน้า เนื่องจากคำสั่งซื้อจากลูกค้ายังคงอยู่ในระดับสูง
“ในระยะ 2–3 ปีข้างหน้า เดลต้าจะยังคงเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างธุรกิจอย่างยั่งยืน เพื่อรองรับการขยายตัวของตลาดเทคโนโลยี AI และศูนย์ข้อมูล (AI Data Center) ที่กำลังเติบโตทั่วโลก โดยมองว่าความสามารถในการสร้างมูลค่าจากการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานพลังงานและระบบอัตโนมัติ จะเป็นตัวชี้วัดสำคัญของผู้เล่นในอุตสาหกรรมในระยะยาว” วิคเตอร์ กล่าว
งาน Delta Future Industry Summit 2025 จึงนับเป็นเวทีสำคัญที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบริษัทในการร่วมมือกับพันธมิตรภาครัฐและเอกชน เพื่อขับเคลื่อนภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมอัจฉริยะและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ภายใต้แนวคิด “From Grid to Chip” เดลต้ามุ่งผลักดันนวัตกรรมด้านการจัดการพลังงานและโซลูชันอัจฉริยะเพื่อสร้างสมดุลระหว่าง “การเติบโตทางเศรษฐกิจ” และ “ความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม” อย่างเป็นรูปธรรม

ดร.ณัฐพล รังสิตผล ปลัดกระทรวงอุสาหกรรม กล่าวว่า ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังก้าวเข้าสู่ศักราชใหม่ที่เทคโนโลยีและความยั่งยืนต้องเดินหน้าไปพร้อมกัน การหันมาเปิดรับและประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI ระบบอัตโนมัติ และพลังงานสะอาด จะทำให้เราสามารถยกระดับภาคอุตสาหกรรมให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันและความยั่งยืนเพื่ออนาคตของคนรุนตอไปได้ ประเทศไทยมีความมุงมันที่จะส่งเสริมความร่วมมือในระดับภูมิภาค ควบคู่ไปกับการพัฒนา บุคลากรด้านดิจิทัลและการสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมอัจฉริยะ เพื่อให้ประเทศของเราสามารถเติบโตได้อย่างครอบคลุมใน ทุกมิติและสร้างผลกระทบได้ในระดับโลก
แจ็คกี้ จาง ประธานฝ่ายบริหารและปฏิบัติการ (COO) บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิกส์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า เดลต้าประเทศไทยยังคงเดินหน้าขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับความต้องการของตลาดที่เติบโตอย่างรวดเร็ว โดยล่าสุดบริษัทได้เปิดโรงงานแห่งใหม่ในนิคมอุตสาหกรรมเวลโก 2 แห่ง และเตรียมเปิดตัวโรงงานใหม่ในนิคมอุตสาหกรรมบางโพอีก 2 แห่งภายในช่วงปลายปีนี้ ซึ่งคาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ในช่วงต้นปีหน้า เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตและตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าในตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ
ขณะเดียวกัน ที่นิคมอุตสาหกรรมบางปู เดลต้ากำลังดำเนินการก่อสร้าง ศูนย์วิจัยและพัฒนาแห่งที่ 2 (R&D Center) ควบคู่กับ อาคารสำนักงานใหญ่แห่งใหม่ ซึ่งแห่งแรกเพิ่งเปิดไปเมื่อเดือนมีนาคมปีที่ผ่านมา พร้อมมีแผนขยายอาคารเพิ่มเติมเพื่อรองรับธุรกิจ Power Supply และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง บริษัทมั่นใจว่าการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้จะช่วยเสริมศักยภาพในการรองรับดีมานด์ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี AI และ Data Center ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วทั่วโลก

ทั้งนี้ เดลต้าให้ความสำคัญกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์และโซลูชันในประเทศไทย โดยมุ่งเน้น 2 ด้านหลัก ได้แก่
- การผลิตเพื่อการส่งออก ไปยังลูกค้าในภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วโลก และ
- การพัฒนาโซลูชันในภูมิภาคอาเซียน เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันของตลาดภูมิภาค
หนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่มีศักยภาพสูงคือ Containerized Power Solutions หรือ “ตู้พลังงานอัจฉริยะ” ที่รวมระบบไฟฟ้าและระบบมอนิเตอร์พลังงานไว้ในหนึ่งเดียว ซึ่งเดลต้ามีแผนนำมาพัฒนาและผลิตในประเทศไทย เพื่อสนับสนุนสายการผลิตของเดลต้าทั่วโลก และต่อยอดไปยังธุรกิจพลังงานอัจฉริยะในอนาคต
“ประเทศไทยจะมีบทบาทสำคัญในฐานะฐานการผลิตหลักของภูมิภาค โดยมีเครือข่ายธุรกิจระดับภูมิภาค (Regional Business) ที่กำลังขยายตัวครอบคลุม อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และออสเตรเลีย ซึ่งจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้เดลต้าในการเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมพลังงานและระบบอัตโนมัติระดับโลกอย่างแท้จริง”
