เกรียงไกร เธียรนุกุล

เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวในงาน iBusiness จัดเวทีสัมมนาใหญ่ส่งท้ายปี “iBusiness Forum : Thailand Future Signal 2026   จับสัญญาณอนาคต ก้าวใหม่เศรษฐกิจไทย” เพื่อถอดสัญญาณแนวโน้มเศรษฐกิจโลกไทย ปี69  ว่า เศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 ขยายตัวเพียง 1.7% และไตรมาส4  0.3% เปรียบเสมือน “รถติดหล่ม” ที่ต้องใช้งบประมาณมหาศาลเพื่อให้สามารถขยับตัวได้ โดยรัฐบาลได้แสดงความกังวลต่อสถานการณ์นี้ และร่วมกันผลักดันโครงการ Quick Big Win เพื่อสร้างรายได้และเสริมความแข็งแกร่งให้กับ SMEs ไทย

โดย ชี้ว่าปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยคือ การฟื้นตัวของการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นหนึ่งใน 5 เสาหลักในการกระตุ้นเศรษฐกิจประเทศ พร้อมเตือนว่าเศรษฐกิจไทยยังต้องเผชิญกับ ปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น  จำนวนผู้สูงอายุในไทย 14 ล้านคน

การติด “กับดักรายได้ปานกลาง” ที่ทำให้ GDP ขยายตัวเฉลี่ยเพียง 2% ต่อปี มาเกือบ 10 ปี  จุดอ่อนในระบบการศึกษา งบประมาณสูง แต่หลักสูตรไม่ทันสมัย ผนวกกับเสถียรภาพทางการเมืองและงบประมาณไม่สมดุล และปัญหาสำคัญคือ คอรัปชั่นและระบบราชการล้าสมัย

ขณะที่ กกร. คาดว่าเศรษฐกิจไทยปี 2568 มีแนวโน้มขยายตัวได้เพียง 1.8–2.2% สะท้อนภาพรวมจากมูลค่าการส่งออกในเดือนพฤศจิกายนที่คาดว่าจะขยายตัว 9.5–10.5% ขณะที่อัตราเงินเฟ้ออยู่ในกรอบ -0.1 ถึง 0.1% ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับต่ำ

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเศรษฐกิจที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดอยู่ที่ภาคตลาดแรงงานซึ่งเริ่มเปราะบางมากขึ้น โดยอัตราการว่างงานในไตรมาส 2 ปี 2568 อยู่ที่ 2.1% สูงสุดในรอบ 2 ปี โดยเฉพาะในกลุ่มแรงงานภาคอุตสาหกรรมและเด็กจบใหม่ที่ยังประสบปัญหาการจ้างงาน ทั้งนี้ ยังมีแรงหนุนจากนโยบายภาครัฐ เช่น มาตรการ “คนละครึ่ง” การสนับสนุน SMEs และโครงการ “Made in Thailand” ตามแนวทาง “Quick Big Win” ซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการพยุงเศรษฐกิจ หากดำเนินการได้สำเร็จ คาดว่า GDP อาจขยายตัวได้ถึง 2.5 เท่าของปีที่ผ่านมา

พร้อมกันนี้ ยังกล่าวถึงแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ว่ายังต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนหลายด้าน ได้แก่

  1. การส่งออกไทยชะลอตัวจากผลกระทบของสงครามการค้าและนโยบายของประเทศมหาอำนาจ รวมถึงความขัดแย้งบริเวณชายแดนกัมพูชา
  2. การผลิตภาคอุตสาหกรรมที่ชะลอตัวต่อเนื่อง โดยดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ถูกกดดันจากปัญหาการลักลอบขนสินค้าข้ามแดน
  3. กำลังซื้อผู้บริโภคที่ยังอ่อนแอ เนื่องจากความระมัดระวังในการใช้จ่ายและภาระหนี้ครัวเรือน แม้ว่าการบริโภคเริ่มเปลี่ยนไปสู่สินค้าฐานนวัตกรรม
  4. ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เพิ่มสูงขึ้น
  5. การลงทุนที่ยังขยายตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ จากแรงผลักดันในการสร้างห่วงโซ่อุปทานใหม่
  6. การเลือกตั้งใหม่ในปี 2569 ที่คาดว่าจะช่วยเสริมเสถียรภาพทางการเมือง ฟื้นความเชื่อมั่น และขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจและการปฏิรูปโครงสร้างให้ต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน ยังต้องจับตาสถานการณ์ระหว่างสหรัฐฯ และจีน ซึ่งยังเป็นสองมหาอำนาจที่แข่งขันกันอย่างเข้มข้น สหรัฐฯ ถือครองเทคโนโลยีขั้นสูงและเซมิคอนดักเตอร์ที่ไม่ส่งออกให้จีน ขณะที่จีนมีจุดแข็งด้านแร่หายาก (Rare Earth) ซึ่งครอบครองห่วงโซ่อุปทานในระบบมากถึง 80–90% จนนำไปสู่การ “พักรบชั่วคราว” ระหว่างสองฝ่าย

อีกประเด็นที่ทั่วโลกให้ความสนใจ คือการตัดสินของศาลสูงสหรัฐฯ เกี่ยวกับอำนาจของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในการจัดเก็บภาษีตอบโต้ทั่วโลก หากศาลชี้ว่าประธานาธิบดีไม่มีอำนาจ อัตราภาษีของไทยที่ถูกเก็บในระดับ 19% อาจกลับมาเหลือเพียง 2% ตามเดิม แต่หากศาลตัดสินว่าประธานาธิบดีมีอำนาจเต็ม จะทำให้สถานการณ์ซับซ้อนมากขึ้น และอาจส่งผลให้ทรัมป์กลายเป็น King Trump” ในเชิงสัญลักษณ์ ซึ่งชาวอเมริกันบางส่วนยังคงประท้วงด้วยคำขวัญ No King” เพื่อแสดงการไม่ยอมรับ

ดังนั้น ไทยจำเป็นต้องกลับมาทบทวนแนวทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เพื่อก้าวพ้นจากวงจร “รถติดหล่ม” และมุ่งสู่การสร้างอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยได้เสนอแนวทาง “4 Go” ประกอบด้วย

  • Go Innovation (นวัตกรรม) เน้นแนวคิด “จิ๋วแต่แจ๋ว” มุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีใหม่
  • Go Global (การเชื่อมต่อโลก) ขยายตลาดและโอกาสการลงทุนระดับสากล
  • Go Green (สีเขียว) ผลักดันภาคการผลิตให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
  • Go Bio (ชีวภาพ) ส่งเสริมการพัฒนา Bio-Food และอุตสาหกรรมชีวภาพเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม

เศรษฐกิจไทยปี 2568

กกร. ยังฉายภาพให้เห็นว่า ในช่วงเดือนมกราคม–มิถุนายนที่ผ่านมา มูลค่าคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนเพิ่มขึ้นถึง 138% YoY เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมดิจิทัลที่เติบโตสูงถึง 1,982% YoYจากการลงทุนในศูนย์ข้อมูล (Data Center) ซึ่งเป็นสัญญาณบวกของการโยกย้ายและขยายฐานการลงทุนเข้าสู่ประเทศไทย

พร้อมกันนี้ ยังชี้ว่าเทคโนโลยี AI เข้ามามีบทบาททั้งในแง่ “Support” และ “Disrupt” ภาคธุรกิจ แม้จะสร้างโอกาสเพิ่มประสิทธิภาพ แต่ก็อาจส่งผลให้แรงงานบางส่วนตกงานมากขึ้น จึงจำเป็นต้องเร่งปรับตัวเพื่อให้สอดรับกับแนวโน้มของโลก โดยเฉพาะการพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมายที่มุ่งสู่ Net Zero และการเติบโตอย่างยั่งยืน เพื่อยกระดับศักยภาพการแข่งขันของไทยในระยะยาว

อุตสาหกรรมไทย

ทั้งนี้ สภาอุตสาหกรรมยังคงเสนอให้ภาครัฐเร่งขับเคลื่อน 6 ประเด็นหลัก ได้แก่

  1. การพัฒนาอุตสาหกรรมยุคใหม่ (Next-Gen Industry)
  2. การปฏิรูปกฎระเบียบ (Regulatory Reform)
  3. การขับเคลื่อนโมเดลเศรษฐกิจ BCG
  4. การผลักดันความตกลงการค้าเสรี (FTA)
  5. การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure)
  6. การพัฒนาทุนมนุษย์ (Human Development)

การผสมผสานนวัตกรรม ความยั่งยืน และการลงทุนจากต่างประเทศ ถือเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยให้ประเทศไทยฟื้นตัวจากภาวะ “รถติดหล่มทางเศรษฐกิจ” และก้าวสู่การสร้างอุตสาหกรรมที่เข้มแข็งและแข่งขันได้ในเวทีโลก เกรียงไกร กล่าวปิดท้าย