
iBusiness จัดเวทีสัมมนาใหญ่ส่งท้ายปี “iBusiness Forum : Thailand Future Signal 2026 จับสัญญาณอนาคต ก้าวใหม่เศรษฐกิจไทย” เพื่อถอดสัญญาณแนวโน้มเศรษฐกิจโลกไทย ปี69 พร้อมร่วมฟังการเสวนาหัวข้อ “Green Business 2026 พลังงานใหม่ ท่องเที่ยวยั่งยืน นวัตกรรมสีเขียว เจาะกลยุทธ์เชิงรุก คว้าโอกาสใหม่ขับเคลื่อนธุรกิจไทย เจาะลึกโอกาสและกลยุทธ์ธุรกิจยุคใหม่ ที่รวมผู้นำจากเอกชน ร่วมแลกเปลี่ยนแนวคิดนวัตกรรมทางเศรษฐกิจ สังคม และการประสานพลังของทุกภาคส่วนสู่กลยุทธ์ใหม่เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน ได้แก่ รัฐกร กัมปนาทแสนยากร รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ความยั่งยืนองค์กร บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) พนาสันต์ สุจริตพานิช ผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่บริหารงานกลาง บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) เมธิณี อนวัชกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานธุรกิจการเดินทางและบริหารคนขับ บริษัท แกร็บ ประเทศไทย และสมานนพพล รัตนธรรมทิตยา ผู้บริหาร สมาคมส่งเสริมธุรกิจท่องเที่ยวไทย (สธทท.)
รัฐกร กัมปนาทแสนยากร รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ความยั่งยืนองค์กร บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปตท.บริหารภาคพลังงานโดยคำนึงถึงความสมดุล 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ ความมั่นคงทางพลังงาน สิ่งแวดล้อม และราคาที่เข้าถึงได้ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้สะท้อนอยู่ในแผนพลังงานหรือ PDP ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในอนาคต
แม้ว่าจะมุ่งไปสู่พลังงานสะอาด แต่ ความปลอดภัยในการใช้พลังงานยังเป็นเรื่องจำเป็น แก๊สธรรมชาติยังคงมีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศไปสู่ความสะอาด ปตท.จึงดำเนินการควบคู่ไปกับการลงทุนด้านโลว์คาร์บอน เพื่อสร้างความได้เปรียบด้านสิ่งแวดล้อมให้ประเทศไทย
ในภาพรวม ปตท.ใช้ กลยุทธ์ความยั่งยืน C³ (C-cubed) เป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยและลดก๊าซเรือนกระจกเพื่อไปสู่เป้าหมาย Net Zero โดยประกอบด้วย
- Carbon Capture & Low Carbon Investment ลงทุนในเทคโนโลยีและโครงการโลว์คาร์บอนเพื่อดักจับและลดก๊าซเรือนกระจก
- Clean Technology นำเทคโนโลยีขั้นสูงเข้ามาช่วยลดก๊าซเรือนกระจกในกลุ่มปตท. ซึ่งปัจจุบันสามารถลดได้ประมาณ 13–14%
- Collaboration การร่วมมือกับทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อดำเนินโครงการสำคัญ เช่น Carbon Capture & Storage ที่ช่วยให้ประเทศไทยไปสู่ Net Zero ได้จริง
นอกจากนี้ ปตท.ใช้ เทคโนโลยีครบวงจรตั้งแต่ระดับต่ำสุดถึงสูงสุด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตพลังงาน รวมถึงการปลูกป่า การลงทุนในพลังงานสะอาด และการนำไฮโดรเจนเข้ามาใช้ในภาคพลังงานในอนาคต
พนาสันต์ สุจริตพานิช ผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่บริหารงานกลาง บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การวางแผนธุรกิจด้าน Healthcare ในปัจจุบันเป็นเรื่องท้าทายอย่างยิ่ง เนื่องจากโลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงจากหลายปัจจัย ทั้งเทคโนโลยี AI ที่เข้ามามีบทบาทในระบบสุขภาพ รวมถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลโดยตรงต่อสุขภาวะของผู้คนทั่วโลก
โดยมองว่าแต่ละปีมีอัตราการเสียชีวิตจากโรคภัยและมลภาวะเพิ่มสูงขึ้น ขณะเดียวกันสังคมไทยและหลายประเทศกำลังเผชิญภาวะ “คนเกิดน้อย” ส่งผลให้โครงสร้างประชากรเปลี่ยนไปและกระทบต่อการจัดการทรัพยากรบุคคลในภาคบริการสุขภาพ
หลังช่วงโควิด-19 ผู้คนมีความคาดหวังต่อคุณภาพการรักษาพยาบาลมากขึ้น ขณะที่ต้นทุนด้านบุคลากรและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงและปัญหาความเครียดในสังคมที่สะสม
ยังให้ความสำคัญกับการวางแผนด้าน ESG อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการดูแลบุคลากรในองค์กรและชุมชนรอบข้าง เพราะธุรกิจ Healthcare เกี่ยวข้องกับ “คน” ในทุกมิติ เพราะเชื่อมั่นว่าสังคมที่ต้องอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน พร้อมย้ำว่า “โซเชียล” จะเป็นเครื่องมือหลักที่ต้องนำมาใช้ในการสื่อสารและขับเคลื่อนแนวทางนี้ให้เกิดผลทั้งภายในและภายนอกองค์กร
เมธิณี อนวัชกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานธุรกิจการเดินทางและบริหารคนขับ บริษัท แกร็บ ประเทศไทย
หากมองภาพการทำงานขององค์กรในวันนี้ เราต้องเริ่มจากมุมมองของผู้บริหารก่อนค่ะ เพราะสิ่งสำคัญที่สุดคือ ผู้บริหารต้องสามารถใช้เวลาส่วนใหญ่ในการแก้ไขปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้หรือไม่ ไม่ใช่เพียงแค่ปัญหาที่อยู่ตรงหน้า ดังนั้น เราต้องเร่งปรับตัวและลงมือแก้ไขในวันนี้ เพื่อให้พร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงในวันข้างหน้า”
“ในมุมของภาคเอกชน เชื่อว่า การ ‘เรียนรู้ให้เร็ว ล้มให้เร็ว และลุกให้เร็ว’ คือหัวใจสำคัญของการพัฒนา เมื่อเราสามารถนำประสบการณ์เหล่านั้นกลับมาต่อยอด ย่อมทำให้องค์กรแข็งแกร่งและก้าวทันโลกได้ตลอดเวลา”
“สำหรับแกร็บ ประเทศไทย การดำเนินงานของเราอยู่บนแนวทาง ESG (Environment – Social – Governance) ภายใต้แนวคิดที่เราเรียกว่า ‘Focus 3P’ ซึ่งประกอบด้วย
- People ใส่ใจผู้ขับและผู้โดยสารทุกคน สร้างระบบสนับสนุนเพื่อให้คนขับมีคุณภาพชีวิตที่ดี
- Planet มุ่งสู่การเป็นองค์กรคาร์บอนเป็นกลาง (Carbon Neutral) ภายในปี 2040 หรือที่เราเรียกว่า “Planet 2040” โดยส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ทั้ง 2 ล้อและ 4 ล้อ รวมถึงพลังงานสะอาดในทุกสำนักงาน
- Performance พัฒนาเทคโนโลยีและระบบอัตโนมัติ เช่น ‘Triple Bot Timeline’ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการทริป และสร้างพลังในการแข่งขันอย่างยั่งยืน”
“เรายังเดินหน้าส่งเสริมให้ผู้บริโภคมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เช่น การรณรงค์ ‘ไม่รับช้อนส้อมพลาสติก’ การเลือกใช้รถ EV ผ่านแอปพลิเคชัน และการสร้างความตระหนักเรื่องพลังงานสะอาดในวงกว้าง”
“แน่นอนว่า ความท้าทายสำคัญของการเปลี่ยนผ่านคือ ‘ต้นทุน’ แต่แกร็บในฐานะแพลตฟอร์มการเดินทางที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ และมีจำนวนรถ EV มากที่สุด เราเชื่อว่าการลงทุนในเทคโนโลยีของเราเอง รวมถึงระบบชิปและพลังงานภายในที่มีประสิทธิภาพ จะทำให้เราก้าวไปข้างหน้าได้เร็ว”
สมานนพพล รัตนธรรมทิตยา ผู้บริหาร สมาคมส่งเสริมธุรกิจท่องเที่ยวไทย (สธทท.) กล่าวว่า การท่องเที่ยวถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย ภาคการท่องเที่ยวจึงต้องให้ความสำคัญกับแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมให้โรงแรมหันมาใช้ยานพาหนะพลังงานไฟฟ้า (EV) หรือบริหารจัดการภายในเพื่อลดการใช้พลาสติกและของใช้สิ้นเปลืองต่าง ๆ
ขณะเดียวกัน ผู้จัดประชุมและสถานที่จัดงานก็เริ่มให้ความสำคัญกับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยมักมีการร้องขอ (Request) ให้ผู้จัดงานร่วมกำหนดมาตรการลดการใช้พลาสติก และลดการปล่อยคาร์บอนจากกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อสร้างแนวทางปฏิบัติที่เป็นมิตรกับโลกมากขึ้น
สิ่งสำคัญที่สุด คือการปรับโครงสร้างของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยให้ตอบรับกับกระแส “Green Tourism” ทั้งในมุมของบริษัททัวร์และผู้ประกอบการท่องเที่ยว เพื่อสะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยไม่เพียงส่งเสริมการท่องเที่ยว แต่ยังส่งเสริม “การท่องเที่ยวเพื่อความยั่งยืน” อย่างแท้จริง
เพราะประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศหลักของภูมิภาคเอเชียที่หลายประเทศจับตามอง เมื่อประเทศไทยก้าวสู่การพัฒนาในแนวทางกรีนโมเดลได้สำเร็จ ก็จะเป็นต้นแบบในการสร้างแนวคิดการท่องเที่ยวสีเขียว (Green Model) แก่ภูมิภาคและระดับสากลต่อไป
