HCBI–FTI–JCC ผนึกกำลังจัดสัมมนา Industry Transformation

สถาบันเสริมสร้างขีดความสามารถมนุษย์ (HCBI) สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (FTI) และหอการค้าญี่ปุ่น–กรุงเทพ (JCC) ร่วมกันจัดสัมมนา “Industry Transformation: Driving the Future With Technology and People” เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมยุคใหม่โดยใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือเสริมทักษะกำลังคน เพิ่มขีดความสามารถ และสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน จัดขึ้นวันที่ 25 พฤศจิกายน 2568  ณ ห้องบอลรูม 1 ชั้น 3 โรงแรมดิ เอมเมอรัลด์ กรุงเทพฯ

รุ่งเรือง สายพวรรณ์ ผู้อำนวยการสถาบันเสริมสร้างขีดความสามารถมนุษย์ (HCBI) กล่าวเปิดงานว่า ทั้ง3 หน่วยงานได้ทำงานร่วมกันมากว่า 20 ปี และมีความเห็นร่วมกันในการจัดสัมมนาครั้งนี้ เพื่อสะท้อนบทบาทของ “เทคโนโลยี” และ “คน” ซึ่งเป็นแกนหลักสำคัญของการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมไทยในยุคแข่งขันสูง

วัตถุประสงค์ของงานในครั้งนี้ คือการผลักดันให้องค์กรไทยสามารถบริหารต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการยกระดับศักยภาพบุคลากร โดยใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือเสริมทักษะ เพิ่มขีดความสามารถ และสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน นำพาอุตสาหกรรมไทยให้ปรับตัวได้อย่างต่อเนื่องท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว

คะซึชิเกะ อะสะดะ

คะซึชิเกะ อะสะดะ ประธานบริษัท เทยิน โพลีเอสเตอร์ จำกัด และประธานคณะกรรมการฝ่ายพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (HRD Committee) ของหอการค้าญี่ปุ่น–กรุงเทพ (JCC) กล่าวเปิดงานสัมมนาว่า หอการค้าญี่ปุ่น–กรุงเทพฯ ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 1954 และปัจจุบันมีสมาชิกกว่า 1,680 บริษัท โดยบทบาทสำคัญของคณะกรรมการฝ่ายพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ คือการส่งเสริมการพัฒนาและยกระดับทั้งในด้านบุคลากรและอุตสาหกรรมในประเทศไทย

JCC และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยได้ร่วมมือกันมายาวนาน และร่วมกันจัดสัมมนาเพื่อพัฒนาบุคลากรต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2008 ความร่วมมือเหล่านี้มีส่วนช่วยผลักดันอุตสาหกรรมไทยและการเติบโตด้านนวัตกรรม อีกทั้งการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศมายังประเทศไทยด้วย พร้อมเน้นย้ำว่า JCC ภาคภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมในการสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจไทย ผ่านการแลกเปลี่ยนความรู้และการเรียนรู้ร่วมกันเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

สำหรับการจัดสัมมนา Industry Transformation: Driving the Future With Technology and People ครั้งนี้ ถือเป็นบทบาทสำคัญเนื่องจากปัจจุบันที่เทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทในทุกมิติของชีวิต รวมถึงภาคธุรกิจและภาคการผลิต ผู้ประกอบการจึงต้องปรับตัวและขับเคลื่อนอุตสาหกรรมด้วยการผสานพลังของเทคโนโลยีและบุคลากร เพราะนวัตกรรมจะเกิดขึ้นได้เมื่อผู้คนสร้างเทคโนโลยี และเทคโนโลยีนำมาซึ่งประสบการณ์และประสิทธิภาพใหม่ ๆ ให้แก่การพัฒนาองค์กรให้เกิดความยั่งยืนต่อไป

ถาวร ชลัษเฐียร

ถาวร ชลัษเฐียร รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การเสวนาในปีนี้ประเด็นสำคัญคือ Transformation ซึ่งเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว จนบางครั้งเราอาจตามไม่ทัน ภายในเวลาเพียงแค่ปีเดียว เราสามารถสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เทคโนโลยีเข้ามาอย่างรวดเร็ว แต่ถ้าประชาชนยังใช้ไม่เป็นหรือใช้ไม่เก่ง การลงทุนเหล่านั้นก็จะเสียเปล่า เพราะไม่สามารถนำมาใช้หรือสร้างประโยชน์ได้เท่าที่ควร  ขณะที่มองว่า Transformation มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาองค์กรในปัจจุบันและในอนาคต เพราะเทคโนโลยี “ไม่ใช่เพียงทางเลือก” แต่เป็น “ทางรอดของอุตสาหกรรมไทย” ขณะเดียวกัน คนก็ต้องพร้อมปรับตัวให้ทัน เพื่อพัฒนาตนเองให้ทันตามการเปลี่ยนแปลง

ถาวรกล่าวเพื่อเติมว่า  ปัจจุบันนี้ คนอายุ 45 ปีขึ้นไปก็เริ่มปลดล็อคตัวเอง เนื่องจากยึดติดกับสิ่งเก่าและไม่ตามเทคโนโลยี ในขณะที่คนอายุ 30 ปีก็ต้องเร่งพัฒนาทักษะ หากไม่เร่งปรับตัวก็จะตามไม่ทัน ยกตัวอย่างภูมิภาคเอเชีย เช่น สิงคโปร์ หรือฟิลิปปินส์ ที่เริ่มนำเทคโนโลยีมาใช้มากแล้ว ดังนั้น ความสำคัญอยู่ที่ ประชาชนไทยจะทำอย่างไรให้ทันต่อเทคโนโลยีและการเปลี่ยนแปลงนี้

ทั้งนี้สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยได้ร่วมมือกับภาคการศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการขับเคลื่อนต่างๆ  เพื่อพาประเทศไทยไปข้างหน้าด้วยกัน การสร้างอุตสาหกรรมใหญ่ที่ยั่งยืนจึงต้องให้ความสำคัญกับ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เพราะ “คนคือหัวใจสำคัญ”ที่จะขับเคลื่อนความก้าวหน้าคู่ไปกับการใช้เทคโนโลยีได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน

ดร.สุทธิรักษ์ ดวงบุรงค์

ดร.สุทธิรักษ์ ดวงบุรงค์ นักพัฒนานวัตกรรมอาวุโว ฝ่ายสนุบสนุนการเงินนวัตกรรมที่จำเป็นต่อการพัฒนาประเทศ (NIA)   กล่าวว่า กล่าวว่าประเด็นสำคัญคือ เรื่องคน ที่ต้องได้รับความสำคัญเป็นอันดับแรก โดยปัจจุบันประเทศไทยสามารถดึงดูดบุคลากรจากต่างประเทศได้ ภาครัฐมีทุนสนับสนุนเพื่อจ้างผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศเข้ามาส่งเสริมศักยภาพของคนไทย เพิ่มทักษะและองค์ความรู้ใหม่ ๆ

โดย NIA ไม่ได้ทำงานเฉพาะกับภาครัฐเท่านั้น แต่ยังทำงานร่วมกับภาคเอกชนด้วย โดยสิ่งสำคัญคือ NIA สนับสนุนเงินทุนประมาณ 80–90% ให้กับภาคอุตสาหกรรมเป็น ซึ่งเป็นเงินทุนให้เปล่าโดยผู้ประกอบการที่มีเงินทุนจำกัดสามารถใช้ในการทำงานด้านนวัตกรรมได้โดยไม่ต้องคืนเงิน ตลอดจนให้การสนับสนุนภาค SMEs โดยไม่คิดดอกเบี้ย

ดร.สุทธิรักษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ประเทศไทยมีโอกาสทางเทคโนโลยีสูง ตลอดจนภาคภาคเอกชนยังให้การสนับสนุนอย่างมาก ขณะที่สภาอุตสาหกรรมก็มีผู้เชี่ยวชาญที่สามารถร่วมผลักดันการลงทุนในอนาคต การแข่งขันระดับโลก สิ่งสำคัญอันดับแรกคือ ทีมงาน, อันดับสองคือ ผลิตภัณฑ์, และอันดับสามคือ การได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐ-เอกชนหรือองค์กรต่างๆ ในมุมเงินทุนของ NIA นั้นจะให้ไม่เกิน 5–10 ล้านบาท แต่หากผู้ประกอบการมีแหล่งทุนเพิ่มเติมก็สามารถยกระดับนวัตกรรมขึ้นไปได้

สำหรับเกณฑ์การประเมินผู้ประกอบการที่เป็น Deep Tech Enterprise ต้องประกอบด้วย

  1. การทำวิจัยและพัฒนาที่เข้มข้น เน้นด้านวิทยาศาสตร์ วิศวกรรม หรือสหวิทยาการ มีศักยภาพในการทำ R&D ด้วยตนเอง และใช้ระยะเวลาในการพัฒนาผลิตภัณฑ์/บริการมากกว่าเทคโนโลยีทั่วไป (มากกว่า 5 ปี)
  2. ความซับซ้อนของเทคโนโลยีและการนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง
  3. การสร้างคุณค่าของนวัตกรรม โดยมีงานวิจัยที่ยากต่อการลอกเลียนแบบ
  4. การก้าวข้ามขีดจำกัดที่มีอยู่ในปัจจุบัน (New Breakthrough) เช่น การสร้างตลาดใหม่หรือพลิกโฉมธุรกิจ

พร้อมแนะความท้าทายสำคัญของไทย ว่าต้องเร่งแก้ไข 5 เรื่องหลัก ได้แก่

  1. การนำสินค้านวัตกรรมเข้าสู่เชิงพาณิชย์ยังทำได้ยาก
  2. ขาดบุคลากรเชี่ยวชาญสูงในหลายสาขา DeepTech
  3. การจดทรัพย์สินทางปัญญาและมาตรฐานสากลยังไม่ครอบคลุม
  4. การเชื่อมโยงทุนและตลาดโลกยังไม่เพียงพอ
  5. ระบบส่งต่อแหล่งทุนระหว่างรัฐและเอกชนยังไม่ไหลลื่น

ทั้งนี้ ประเทศไทยยังต้องสร้าง ระบบนิเวศนวัตกรรมครบวงจร เพื่อผลักดัน DeepTech ให้เป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เชื่อว่า DeepTech จะช่วยสร้าง ความได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ ให้ไทยก้าวข้ามข้อจำกัดเดิม และยืนอยู่ในตลาดโลกอย่างมั่นคง

อรนุช เลิศสุวรรณกิจ

อรนุช เลิศสุวรรณกิจ Co Founder&CEO,Techsauce  กล่าวว่า การอัปสกิลและปรับตัวสู่เทคโนโลยีใหม่ ๆ เป็นสิ่งจำเป็นในยุคที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว พร้อมยกตัวอย่างการเปลี่ยนผ่านภาพ คอมพิวเตอร์รุ่นเก่าไปสู่สมาร์ทโฟนในปัจจุบัน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเร็วของการเปลี่ยนแปลงในทุกด้านของชีวิตและธุรกิจ และในช่วงสองปีที่ผ่านมา AI ได้เข้ามามีบทบาทในทุกภาคส่วน ตั้งแต่การจัดการข้อมูล การประมวลผล และการสร้างเนื้อหาใหม่ ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสหรัฐอเมริกาและจีนที่มีการใช้ดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่เพื่อป้อนข้อมูลให้ AI ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ แต่ประเทศไทยก็มีโอกาสที่จะพัฒนาและสร้างศักยภาพในด้านนี้ให้เติบโตในระดับโลก

Industry Transformation

ยกตัวอย่างเทรนด์ล่าสุดในเชิงเศรษฐกิจและองค์กรว่า การทำงานร่วมกับ AI ไม่ใช่เพียงการสร้างเนื้อหาใหม่ แต่ยังรวมถึงการใช้ข้อมูล (Data) อย่างชาญฉลาด เพื่อตรวจสอบความถูกต้อง ลดข้อผิดพลาด และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน เช่น แพลตฟอร์ม Opal ผ่าน Google Labs ที่เปิดให้ผู้ใช้ทั่วโลกกว่า 160 ประเทศ สร้างแอปพลิเคชันได้โดยไม่ต้องเขียนโค้ด หรือแนวคิด The Smart Organization: Your AI Transformation Playbook ที่ช่วยสร้างอินโฟกราฟิกและงานกราฟิกต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็วและสวยงาม

นอกจากนี้ ได้ยกตัวอย่างนวัตกรรมเพื่อชีวิตประจำวัน เช่น NEO หุ่นยนต์แม่บ้านสำหรับเข้ามาเป็นผู้ช่วยในการล้างจานในครัวเรือน ที่สามารถเรียนรู้และปรับตัวเองได้ตามการใช้งาน พร้อมสโลแกน “ยิ่งใช้นาน ยิ่งรู้ใจ” ซึ่งจำหน่ายในราคา 640,000 บาท ชี้ให้เห็นถึงศักยภาพของ AI ที่สามารถลดภาระงานล้างจานในชีวิตประจำวัน

ดังนั้น การนำ AI เข้ามาใช้ในองค์กรควรเริ่มจากการสร้าง สภาพแวดล้อมที่สนับสนุนพนักงานให้เห็นคุณค่าและอยากใช้ด้วยตนเอง ไม่ใช่การบังคับ โดยเริ่มจากภารกิจง่าย ๆ ที่ช่วยลดงานประจำวัน และค่อย ๆ ขยายไปสู่โครงการและนวัตกรรมใหญ่

อรนุชฯ กล่าวเพิ่มเติม ว่า  “คุณไม่จำเป็นต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญ AI เพื่อเริ่มต้น แต่คุณต้องเข้าใจว่าคุณใช้มันทำอะไร และคุณกำลังสร้างมันเพื่อใคร”  พร้อมเน้นย้ำว่าการปรับเปลี่ยนทัศนคติ (Mindset) และการปลูกฝังจริยธรรมในการใช้ AI เป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้เทคโนโลยี โดยคุณเองไม่จำเป็นต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญAI เพื่อเริ่มต้น แต่ต้องเข้าใจ เหตุใดที่จะใช้และกำลังสร้างสิ่งเหล่านี้เพื่อใคร

อย่างไรก็ตามการเสวนาครั้งนี้ชี้ให้เห็น “เทคโนโลยี” และ “คน” ถือเป็นแกนหลักสำคัญของการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมไทยในยุคแข่งขันสูง โดยเฉพาพ AI คือเครื่องมือที่ช่วยให้คนทำงานได้ฉลาดและมีประสิทธิภาพ แต่เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด คนต้องเรียนรู้ ปรับตัว และสร้างงานร่วมกับ AI อย่างเข้าใจ พร้อมมี Mindset ที่ถูกต้อง และใช้เทคโนโลยีอย่างมีจริยธรรม