Mining 4.0 Index

กระทรวงอุตสาหกรรมโดยกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) ร่วมกับ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จัดงานสัมมนาใหญ่ภายใต้แนวคิด “Transform mining, Define the future: เหมืองยุคใหม่ด้วย Mining 4.0 Index” ภายในงานมีการเปิดตัวเครื่องมือประเมินระดับความพร้อมดิจิทัลสำหรับอุตสาหกรรมเหมืองแร่เป็นครั้งแรกของประเทศ พร้อมเผยโฉม ผู้ประกอบการSMEไทยเหมืองแร่ 6 บริษัทต้นแบบนำร่องเปลี่ยนผ่านสู่มาตรฐานสากล จัดขึ้น ณ โรงแรม เดอะ เบอร์เคลีย์ ประตูน้ำ กรุงเทพฯ

อานันท์ ฟักสังข์

อานันท์ ฟักสังข์ รองอธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) กล่าวว่า อุตสาหกรรมเหมืองแร่เปรียบเสมือนรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจไทยที่เป็นต้นน้ำให้แก่อุตสาหกรรมต่อเนื่องมากมาย อาทิ ปูนซีเมนต์ วัสดุก่อสร้าง เหล็ก เซรามิก ปิโตรเคมี พลังงาน และโครงสร้างพื้นฐาน หากภาคเหมืองแร่สามารถขับเคลื่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ย่อมส่งผลต่อห่วงโซ่มูลค่าทางเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของประเทศโดยตรง เพื่อให้ก้าวทันกระแสโลก เทคโนโลยีดิจิทัลได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในทุกอุตสาหกรรม รวมถึงอุตสาหกรรมเหมืองแร่ โดยเฉพาะในสายการผลิตระบบอัตโนมัติ เครื่องจักรที่เชื่อมต่อข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล Big Data แพลตฟอร์มดิจิทั ล และ AI เหล่านี้ คือมาตรฐานสำคัญของ Mining 4.0 ซึ่งล้วนเป็นสิ่งที่ประเทศไทยต้องก้าวให้ทัน เพื่อสร้างความปลอดภัย เพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน และลดผลกระทบต่อชุมชน

โดยมีการตั้งเป้าหมายพัฒนาผู้ประกอบการจำนวน 50 ราย ซึ่งแม้จะยังไม่ครบองค์ประกอบของอุตสาหกรรม 4.0 อย่างสมบูรณ์ทั้งหมด แต่ผู้ประกอบการจะต้องมีความเข้าใจและรับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับกระบวนการทำงานของตนเองอย่างชัดเจน สามารถประเมินได้ว่ากิจการอยู่ในระดับใดของห่วงโซ่อุตสาหกรรม เมื่อทราบศักยภาพและระดับความพร้อมแล้ว จะมีการนำเทคโนโลยี โดยเฉพาะ IoT เข้ามาเสริม เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการผลิตและการบริหารจัดการ

ในปัจจุบัน อุตสาหกรรมเมืองแร่มีผู้ประกอบการประมาณ 500 ราย ครอบคลุมทั้งขนาดใหญ่ กลาง และเล็ก ซึ่งมีระดับความพร้อมที่แตกต่างกัน แนวทางการดำเนินงานจึงเริ่มจากกลุ่มนำร่อง 50 ราย เพื่อให้เห็นภาพรวมที่ชัดเจน จากนั้นจะคัดเลือกและจำแนกระดับศักยภาพของผู้ประกอบการแต่ละราย เพื่อนำไปสู่การวางแผนส่งเสริมที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละธุรกิจ

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการยังสามารถต่อยอดสู่การใช้สิทธิประโยชน์ด้านภาษีนิติบุคคลควบคู่ไปกับการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยการส่งเสริมผู้ประกอบการอุตสาหกรรมแร่ไทยในระยะต่อไป จะดำเนินการควบคู่ทั้งการยกระดับศักยภาพและการสร้างแรงจูงใจผ่านมาตรการด้านภาษี เพื่อผลักดันให้ภาคอุตสาหกรรมเติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน

“ความสำเร็จของ Mining 4.0 Index ในครั้งนี้ จะเป็นเกณฑ์มาตรฐานให้ภาครัฐนำไปต่อยอดกำหนดมาตรการสนับสนุนและสิทธิประโยชน์ทางการลงทุน เพื่อขับเคลื่อนเหมืองแร่ไทยสู่ยุค 4.0 อย่างมั่นคงและรับผิดชอบต่อสังคม” อานันท์ กล่าวทิ้งท้าย

ดร.พนิตา พงษ์ไพบูลย์

ดร.พนิตา พงษ์ไพบูลย์ รองผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ สวทช. กล่าวว่า บทบาทหลักของ สวทช. คือการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาเชื่อมโยงกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม โดยในปีนี้มีผู้ประกอบการเหมืองแร่กว่า 50 ราย เข้าร่วมประเมินความพร้อมผ่านแพลตฟอร์ม Thailand i4.0 Index ของ สวทช. ซึ่งการประเมินดังกล่าวเปรียบเสมือน “กระจกสะท้อนองค์กร” ที่ช่วยให้ผู้ประกอบการเห็นภาพรวมของตนเองในด้านต่าง ๆ ได้แก่ ด้านโครงสร้างพื้นฐานข้อมูล ความพร้อมในการจัดเก็บและเชื่อมโยงข้อมูล เทคโนโลยีดิจิทัลและระบบอัตโนมัติ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการทำงาน การจัดการสิ่งแวดล้อม การใช้เทคโนโลยีเพื่อลดผลกระทบต่อชุมชน และการพัฒนาบุคลากร เพื่อยกระดับทักษะแรงงานให้รองรับยุคดิจิทัล จาก Thailand i4.0 Index สวทช. ได้ร่วมกับ กพร. พัฒนาเป็น Mining 4.0 Index ที่เหมาะสมกับอุตสาหกรรมแร่ (เหมืองแร่ โรงโม่ โรงแต่งแร่) เป็นครั้งแรกของไทย

จากการดำเนินงานภายใต้ MOU ความร่วมมือระหว่าง กพร. และ สวทช. ได้มีการคัดเลือก 6 ผู้ประกอบการที่มีความโดดเด่นและมุ่งมั่นในการพัฒนาเทคโนโลยีเชิงลึก เพื่อเข้ารับคำปรึกษาและวางแผนงานเทคโนโลยี (Technology Roadmap) อย่างเข้มข้น ได้แก่ บริษัท สิรินิธิ จำกัด, บริษัท ครีเอทีฟ มิเนอรัล จำกัด,

บริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน), บริษัท ช.นิยม จำกัด, บริษัท เหมืองแร่ลิวง จำกัด และบริษัท พิพัฒน์กร จำกัด ซึ่งทั้ง 6 บริษัทได้ผ่านกระบวนการวิเคราะห์และจัดลำดับความสำคัญ ในการใช้เทคโนโลยีเพื่อพัฒนาการประกอบการของตนเอง รวมทั้งการลงพื้นที่เพื่อให้คำปรึกษาแนะนำโดยผู้เชี่ยวชาญ จนสามารถพัฒนาแผนงานที่เหมาะสมกับสภาพการผลิตจริงของตนเองได้อย่างเป็นรูปธรรม

เวทีเสวนา

พร้อมกันนี้เวทีเสวนา ได้เปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการเหมืองแร่จำนวน 6 บริษัท ร่วมนำเสนอแนวคิดและประสบการณ์การปรับตัวของธุรกิจในบริบทอุตสาหกรรมยุคใหม่ โดยผู้ประกอบการรายใหญ่ได้สะท้อนภาพรวมของปัญหาสำคัญที่เผชิญอยู่ในปัจจุบัน คือ การบริหารจัดการต้นทุน ซึ่งนับเป็นความท้าทายหลักของภาคอุตสาหกรรมเหมืองแร่

โดยมองว่า แนวคิด “เหมืองยุคใหม่ด้วย “Mining 4.0” ถือเป็นทิศทางที่เหมาะสม เนื่องจากช่วยรวบรวมข้อมูลจากทุกกระบวนการมาไว้ในระบบเดียวกัน ทำให้การมองภาพรวมของการดำเนินงานชัดเจนยิ่งขึ้น โดยเฉพาะต้นทุนหลักในกระบวนการตักและขนย้าย ซึ่งเป็นจุดที่ต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมาก จึงได้นำเทคโนโลยี GPS ดาวเทียมและการติดตั้งเซ็นเซอร์บนเครื่องจักรเข้ามาใช้ เพื่อให้สามารถติดตามการทำงานของเครื่องจักรได้แบบเรียลไทม์ ไม่ว่าจะเป็นช่วงที่เครื่องจักรกำลังปฏิบัติงานหรือรอคอยในจุดต่าง ๆ ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้มองเห็นคอขวดได้ชัดเจน ช่วยลดระยะเวลา และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ส่งผลให้ข้อมูลจากการทำงานถูกมอนิเตอร์และส่งกลับมาได้อย่างรวดเร็ว ช่วยให้ผู้บริหารสามารถตัดสินใจได้อย่างแม่นยำและทันท่วงที

อีกทั้งยังเน้นย้ำว่า ปัจจัยความสำเร็จของการก้าวสู่ Mining 4.0 ต้องเริ่มจากนโยบายของผู้บริหารเป็นอันดับแรก รองลงมาคือเรื่องของคนและทัศนคติ โดยการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อตรวจสอบหรือจับผิดพนักงาน แต่เป็นการให้ความรู้และเครื่องมือที่ช่วยให้การทำงานง่ายขึ้น แม่นยำขึ้น และมีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมย้ำว่า แม้องค์กรจะมีข้อมูลจำนวนมาก หากไม่สามารถนำข้อมูลเหล่านั้นมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ก็จะกลายเป็นความสูญเปล่า

อีกมุมมองหนึ่งจากผู้ประกอบการเหมืองแร่ขนาดกลาง ก็ได้สะท้อนว่า การเข้าร่วมโครงการดังกล่าวช่วยให้ทีมงานได้รับความรู้และความเข้าใจอย่างเป็นรูปธรรมตั้งแต่เริ่มต้นและต่อเนื่องตลอดระยะเวลาการเข้าร่วม จนนำไปสู่การตระหนักร่วมกันภายในองค์กรถึงความจำเป็นในการมุ่งพัฒนาการทำงานด้วยการนำเทคโนโลยีมาใช้มากยิ่งขึ้น เพื่อยกระดับการดำเนินงานและเพิ่มศักยภาพขององค์กรบนพื้นฐานของข้อมูลที่ชัดเจนและตรวจสอบได้

สำหรับปัจจัยความสำเร็จของการก้าวสู่เหมืองแร่ 4.0 เน้นย้ำว่า ต้องเริ่มจากนโยบายขององค์กรที่ชัดเจน ควบคู่กับการพัฒนากำลังคนให้มีทัศนคติที่เปิดรับดาต้าและเทคโนโลยี พร้อมยอมรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ขณะเดียวกัน การสื่อสารถือเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างความเข้าใจและกระตุ้นให้ผู้ประกอบการเหมืองแร่ทุกระดับหันมาให้ความสนใจกับแนวคิดอุตสาหกรรม 4.0 และนำไปปรับใช้ในทิศทางเดียวกัน ซึ่งจะช่วยลดต้นทุน ลดระยะเวลาในการดำเนินงาน และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับอุตสาหกรรมเหมืองแร่อย่างยั่งยืนในระยะยาว

การก้าวสู่เหมืองแร่ 4.0

การก้าวสู่เหมืองแร่ 4.0