ในการสัมมนาและประชุมใหญ่สมาคมนิวเคลียร์แห่งประเทศไทย ประจำปี 2568 ภายใต้หัวข้อ “Nuclear Contribution for Thailand to Move Out of Middle Income Trap” กษิต ภิรมย์ ที่ปรึกษาอาวุโส สนท. กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “สมาคมนิวเคลียร์กับสังคมไทยในการก้าวสู่ Net-Zero” โดยชี้ว่า ถึงเวลาแล้วที่สังคมไทยควรเลิกความกังวลต่อพลังงานไฟฟ้านิวเคลียร์ เนื่องจากเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยได้พัฒนาไปอย่างก้าวหน้ากว่าในอดีตอย่างมาก

กษิต ภิรมย์ ที่ปรึกษาอาวุโส สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนท.) กล่าวว่าประสบการณ์จากหลายประเทศสามารถเป็นบทเรียนสำคัญให้ประเทศไทย ทั้งญี่ปุ่นที่พัฒนาเทคโนโลยีนิวเคลียร์อย่างรอบคอบ เกาหลีใต้ที่มีเทคโนโลยีนิวเคลียร์เคลื่อนที่ได้ รวมถึงจีนและเบลเยียม ซึ่งล้วนสะท้อนให้เห็นว่าพลังงานนิวเคลียร์สามารถอยู่ร่วมกับสังคมได้อย่างปลอดภัย หากมีความรู้ ความเข้าใจ และการกำกับดูแลที่เหมาะสม
อย่างไรก็ตาม ปัญหาสำคัญของประเทศไทย คือ “อวิชา” หรือความไม่รู้ที่ก่อให้เกิดความหวาดกลัวโดยปราศจากข้อมูลข้อเท็จจริง รวมถึงความไม่รอบรู้ของแวดวงการเมืองที่อาสาเข้ามาบริหารประเทศ แต่ไม่อาจดำเนินนโยบายด้านพลังงานได้ ประเทศไทยจึงควรกลับมาตั้งต้นใหม่ ทบทวนบทบาทของพลังงานนิวเคลียร์อย่างจริงจัง ซึ่งยังอยู่ในวิสัยที่สามารถเริ่มต้นได้
กษิตฯกล่าวถึงบริบท นโยบายระดับโลก โดยย้อนถึงช่วงหลังปี 2557 ที่ประเทศไทยเริ่มมีบทบาทบนเวทีสหประชาชาติ และเชื่อมโยงกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) รวมถึงข้อตกลงปารีส ซึ่งเป็นคำมั่นสัญญาร่วมกันของนานาประเทศในการลดอุณหภูมิโลก ผ่านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แม้ประเทศไทยจะมีแผนปฏิบัติการ ทั้งเรื่องคาร์บอนเครดิตและการลดการปล่อยคาร์บอน แต่ยังขาดความจริงจังและความจริงใจในการขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรม
ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ยังแก้ไม่ตก ไม่ว่าจะเป็นควัน ฝุ่น หรือการเผาในภาคเกษตร สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายเชิงโครงสร้าง แม้ประเทศไทยจะมีผู้แทนจากทุกภาคส่วน แต่การบูรณาการความร่วมมือยังไม่เพียงพอ

ทั้งนี้ได้แสดงความเชื่อมั่นว่า สมาคมฯ ถือเป็นหัวเรือสำคัญในการนำองค์ความรู้ด้านพลังงานนิวเคลียร์ลงสู่ภาคชุมชน มหาวิทยาลัยในภูมิภาค รวมถึงการสื่อสารอย่างต่อเนื่องกับหน่วยงานรัฐ-ภาคเอกชน และสื่อมวลชน เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ประชาชน ซึ่งถือเป็นภารกิจสำคัญของสมาคมฯ ในระยะต่อไป
สำหรับทางออกด้านพลังงานของประเทศไทย เสนอ 3 แนวทางหลัก เพื่อลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติจากต่างประเทศ ได้แก่
- พลังงานไฟฟ้านิวเคลียร์ ต้องเริ่มจากการพัฒนาบุคลากร หล่อหลอมเยาวชนให้เป็นนักวิทยาศาสตร์ และวางบทบาทพลังงานนิวเคลียร์เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนสู่ Net Zero
- พลังงานแสงอาทิตย์ ประเทศไทยมีศักยภาพและบุคลากรที่มีความสามารถจำนวนมาก สามารถพัฒนาเทคโนโลยีได้เองอย่างครบวงจร ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาการนำเข้า โดยควรบริหารจัดการกองทุนและงบประมาณภาษีไปสู่พลังงานทดแทนอย่างจริงจัง
- พลังงานชีวภาพ (ไบโอ) ประเทศไทยมีฐานทรัพยากรทางการเกษตรจำนวนมาก สอดคล้องกับแนวคิดตามพระราชดำริของรัชกาลที่ 9 ที่ได้วางรากฐานมากว่า 30 ปี ซึ่งภาครัฐ-เอกชนจึงต้องร่วมมือกันอย่างเป็นรูปธรรม
อีกทั้งเน้นย้ำว่า ประเทศไทยต้องยุติการ “หลอกตัวเอง” และลงมือทำอย่างจริงจัง ไม่ใช่เพียงดำเนินนโยบายเชิงสัญลักษณ์ พร้อมระบุว่า พลังงานนิวเคลียร์หรือโรงไฟฟ้าSMR พลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานชีวภาพ คือทางออกสำคัญของประเทศ โดยต้องอาศัยความร่วมมือจากหน่วยงานด้านพลังงานทุกภาคส่วน เพื่อบริหารจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ หากสามารถขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง ภายใน 5 ปี ประเทศไทยจะสามารถลดการนำเข้าก๊าซธรรมชาติจากต่างประเทศได้ พร้อมเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนรวมพลัง นำองค์ความรู้ด้านพลังงาน โดยเฉพาะพลังงานนิวเคลียร์ ลงสู่ชุมชน เพื่อสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นในสังคมไทยอย่างยั่งยืน
