Nuclear Contribution for Thailand to Move Out of Middle Income Trap

สัมมนาและประชุมใหญ่สมาคมนิวเคลียร์แห่งประเทศไทย ประจำปี 2568 ภายใต้หัวข้อ “Nuclear Contribution for Thailand to Move Out of Middle Income Trap” ประเด็นเสวนา เรื่อง  Nuclear Contribution for Thailand to Move Out of Middle Income Trap  ได้รับเกียรติจาก ศิริเมธ ลี้ภากรณ์ รองกรรมการผู้จัดการกิจการพิเศษ3 บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน)  เจน นำชัยศิริ ประธานกิตติมศักดิ์สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และพีระพงษ์ บุญแสง ผู้อำนวยการกองส่งเสริมสและพัฒนาพลังงานภูมิภาค กระทรวงพลังงาน ดำเนินรายการโดย ดร.เอกรินทร์ วาสนาส่ง นักวิชาการและนักสื่อสารมวลชน  จัดขึ้น 8 มกราคม 2569 ณ ห้องประชุมแอลฟา อาคาร60 ปี สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ

ศิริเมธ ลี้ภากรณ์ รองกรรมการผู้จัดการกิจการพิเศษ3 บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงการผลักดันพลังงานนิวเคลียร์ของประเทศไทยว่า หากไม่มีการขับเคลื่อนอย่างจริงจัง พลังงานทางเลือกดังกล่าวก็จะยังคงเป็นเพียงแนวคิดที่ถูกเลื่อนไปเรื่อยๆ แม้ในอดีตการพัฒนานิวเคลียร์จะเป็นเรื่องที่เริ่มต้นได้ยาก แต่ในปัจจุบันเทคโนโลยีได้เปลี่ยนไปอย่างมาก ดังนั้นการเกิดขึ้นของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก หรือ SMR (Small Modular Reactor) ที่ช่วยลดขนาด ลดความเสี่ยง และเพิ่มโอกาสในการนำไปใช้งานจริง

การพิจารณานิวเคลียร์ต้องมองควบคู่กับภาพรวมของระบบไฟฟ้าประเทศ ทั้งข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง ความพร้อมของระบบสายส่ง รวมถึงบทบาทของภาคเอกชนว่าจะสามารถเดินหน้าลงทุนได้มากน้อยเพียงใด ภายใต้กรอบนโยบายและสภาพแวดล้อมด้านพลังงานที่เป็นอยู่

หากย้อนมองภาพในอดีต ประเทศไทยพึ่งพาก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยเป็นหลัก แต่ในปัจจุบันแหล่งก๊าซภายในประเทศลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จากต่างประเทศผ่านทางเรือ ซึ่งทำให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าสูงขึ้น และไม่สามารถควบคุมราคาได้ โดยเฉพาะต้องเจอกับสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย–ยูเครน ที่ส่งผลให้ราคาพลังงานผันผวนและขาดเสถียรภาพ

ปัจจุบันประเทศไทยใช้ก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้าสูงถึงประมาณ 60% ของกำลังผลิตทั้งหมด ส่วนที่เหลือมาจากการนำเข้าไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้าน และโรงไฟฟ้าถ่านหินบางส่วน ซึ่งในภาพรวมสะท้อนชัดว่า ความพยายามควบคุมต้นทุนค่าไฟฟ้าทำได้ยาก ตราบใดที่ประเทศไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้า LNG เป็นหลัก

ขณะเดียวกัน แนวโน้มการเติบโตของเทคโนโลยี AI กำลังกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะจากการลงทุนในดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งใช้พลังงานไฟฟ้าปริมาณมาก เมื่อประเทศไทยมีศักยภาพด้าน AI มากขึ้น ก็ยิ่งดึงดูดนักลงทุนจากต่างประเทศเข้ามา แต่ภายใต้เงื่อนไขที่ระบบไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานยังมีข้อจำกัด

แม้เช่นนั้น ศิริเมธฯ กล่าวยอมรับว่า ราคาค่าไฟฟ้าของประเทศไทยยังไม่ถือว่าสูงเมื่อเทียบกับประเทศในภูมิภาค และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ยังมีความได้เปรียบด้านเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า ซึ่งเป็นแต้มต่อสำคัญในการดึงดูดการลงทุนจากภาคเอกชน

อย่างไรก็ตาม ภาคพลังงานไทยยังต้องเผชิญกับ “ต้นทุน” ผู้ผลิตไฟฟ้าก็พยายามลดต้นทุนอย่างต่อเนื่อง แต่เมื่อโครงสร้างพลังงานยังพึ่งพาการนำเข้าเป็นหลัก ย่อมทำให้ไม่สามารถสร้างเสถียรภาพด้านราคาได้อย่างแท้จริง

“ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) พลังงานนิวเคลียร์หรือโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก หรือ SMR มักถูกผลักไปอยู่ช่วงปลายแผนมาโดยตลอด ทั้งที่โจทย์การลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนและการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานกำลังเร่งรัดมากขึ้น จึงถึงเวลาที่รัฐต้องทบทวนโครงสร้างพลังงานใหม่ ว่าจะปรับแผนอย่างไรให้สามารถลดการปล่อยคาร์บอนได้จริง ควบคู่กับการสร้างระบบไฟฟ้าที่มั่นคง รองรับเศรษฐกิจใหม่ และการแข่งขันในอนาคต   ศิริเมธ ฯ กล่าวปิดท้าย

เจน นำชัยศิริ ประธานกิตติมศักดิ์สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ในอดีตเคยเดินสายประชาสัมพันธ์และรณรงค์ความรู้ด้านพลังงานนิวเคลียร์อย่างจริงจัง ภายหลังเกิดอุบัติเหตุเชอร์โนบิล เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องต่อสังคม พร้อมทั้งเคยมีแผนพัฒนาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในพื้นที่อ่าวไทย อย่างไรก็ตาม เมื่อประเทศไทยค้นพบแหล่งก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยก่อน แผนดังกล่าวจึงถูกยุติลง

ต่อมาเมื่อประเทศไทยพึ่งพาก๊าซธรรมชาติมากขึ้น ความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้นตามการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ประเด็นพลังงานนิวเคลียร์จึงกลับมาอยู่ในความสนใจอีกครั้ง โดยเฉพาะในบริบทของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภาวะโลกร้อน และภัยพิบัติที่ทวีความรุนแรง เราจึงต้องเร่งกลับมาพิจารณาพลังงานนิวเคลียร์ในฐานะพลังงานที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำ

อย่างไรก็ตาม ในช่วงหนึ่งพลังงานนิวเคลียร์เคยถูกถอดออกจากแผนพัฒนาพลังงานของประเทศโดยฝ่ายการเมือง ส่งผลให้กระบวนการผลักดันเงียบหายไป จนกระทั่งในระยะหลัง แนวคิดเรื่องโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก หรือ SMR ได้กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง ในฐานะทางเลือกใหม่ที่มีความปลอดภัยมากขึ้น

ก่อนหน้าการพูดถึง SMR ยังมีแนวคิดเรื่องพลังงานไฮโดรเจน ซึ่งถือเป็นพลังงานสะอาดที่ไม่ก่อมลพิษ แต่ข้อจำกัดสำคัญคือ ต้นทุนที่สูงและความซับซ้อนด้านโลจิสติกส์ ตั้งแต่การผลิต การจัดเก็บ ไปจนถึงการขนส่ง ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ในขั้นตอนเดียว และยังมีต้นทุนแฝงอีกมากมาย

ในมิติของสังคมไทย มองว่า ประเทศไทยยังขาดการเผยแพร่และถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านพลังงานนิวเคลียร์อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ประชาชนขาดความเข้าใจ และสังคมยังไม่ให้ความสำคัญกับ “ความรู้” อย่างเพียงพอ

เหตุผลสำคัญที่ต้องรณรงค์เรื่องพลังงานนิวเคลียร์ คือ นิวเคลียร์สามารถผลิตพลังงานได้โดยไม่ปล่อยก๊าซเรือนกระจก แม้จะมีประเด็นกากกัมมันตรังสีที่ต้องบริหารจัดการ แต่หากพิจารณาจากสถิติที่ผ่านมา อุบัติเหตุร้ายแรงอย่างเชอร์โนบิล ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความหวาดกลัวในอดีต ปัจจุบันระดับรังสีในพื้นที่ดังกล่าวได้กลับสู่ภาวะปกติแล้ว เช่นเดียวกับกรณีของประเทศญี่ปุ่น

มองว่าเหตุการณ์เชอร์โนบิลเป็นอุบัติเหตุที่เกิดจากความผิดพลาดของมนุษย์ที่ต้องการการทดลองและขาดความรอบคอบ จึงเห็นว่าผู้ที่มีประสบการณ์ตรงควรออกมาเผยแพร่ ถ่ายทอดบทเรียน และเล่าให้สังคมรับรู้ เพื่อสร้างความเข้าใจบนพื้นฐานของข้อเท็จจริง เพราะวันนี้โลกมีประสบการณ์และองค์ความรู้ที่พร้อมนำมาปรับใช้และแก้ไขปัญหาได้

ขณะเดียวกันประเทศไทยยังมีปัญหาในการสื่อสารที่ไม่ครบถ้วน โดยมักพูดถึงเพียงบางด้านของพลังงานนิวเคลียร์ ทั้งที่ความน่าเชื่อถือจะเกิดขึ้นได้นั้นก็ต่อเมื่อมีการอธิบายทั้งข้อดีและข้อจำกัดอย่างตรงไปตรงมา

ทั้งนี้ โรงไฟฟ้า SMR มีความจำเป็นต่อประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากปัจจุบันโลกมีบทเรียนและประสบการณ์มากพอที่จะยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยได้ในระดับที่น่าเชื่อถือ พิจารณาพลังงานนิวเคลียร์อย่างมีสติ จะเป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญที่ช่วยให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง อย่างไรก็ตาม ความพร้อมของประเทศในปัจจุบันยังอยู่ในระดับ “ศูนย์” ทั้งด้านกฎหมาย ระเบียบ การยอมรับของสังคม และระบบการศึกษา ซึ่งล้วนเกิดจากความไม่เข้าใจของประชาชน อีกทั้งความหวาดกลัวต่อพลังงานนิวเคลียร์ยังฝังรากลึก แม้ในภาคการศึกษาเอง ครูผู้สอนจำนวนมากยังขาดความมั่นใจในการถ่ายทอดความรู้ไปสู่เด็กและเยาวชน ดังนั้น ประเทศไทยจำเป็นต้องเริ่มจากการเสริมสร้างความรู้และความมั่นใจให้ครู เพื่อให้สามารถถ่ายทอดองค์ความรู้ได้อย่างถูกต้อง แม้กระบวนการนี้จะต้องใช้เวลานานและอาจไม่เห็นผลภายใน 10 ปี แต่การขับเคลื่อนต้องเริ่มตั้งแต่วันนี้

พีระพงษ์ บุญแสง ผู้อำนวยการกองส่งเสริมและพัฒนาพลังงานภูมิภาค กระทรวงพลังงาน กล่าวถึงประเด็นที่พลังงานนิวเคลียร์มักถูกผลักไปอยู่ช่วงปลายของแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) ว่า เป็นผลมาจากโครงสร้างพลังงานของไทยที่ยังพึ่งพาเชื้อเพลิงหลายประเภท ขณะเดียวกันพลังงานนิวเคลียร์ต้องผ่านกระบวนการเตรียมความพร้อมจำนวนมาก ทั้งด้านกฎหมาย อุตสาหกรรม การพัฒนาบุคลากร และการกำกับดูแล ซึ่งเมื่อนำทุกมิติมาบูรณาการเข้ากับแผน PDP กระบวนการทั้งหมดจึงต้องใช้เวลา

ในด้านโครงสร้างองค์กร การผลักดัน SMR ให้เกิดขึ้นได้จริง จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน ทั้งกระทรวงพลังงาน กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กระทรวงมหาดไทย หน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อม สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ สถาบันการศึกษาอย่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) รวมถึงหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อปรับข้อกำหนด กติกา และมาตรฐานต่างๆ ให้สอดคล้องกัน

หากโครงสร้างเหล่านี้สามารถขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน โรงไฟฟ้า SMR ยังมีโอกาสเกิดขึ้นในประเทศไทย และภาครัฐยังมีความหวังว่าการเดินหน้าจะเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะภายหลังการเลือกตั้ง ซึ่งไม่ควรปล่อยให้กระบวนการล่าช้าไปมากกว่านี้

นอกจากนี้ กระทรวงพลังงานยังได้ดำเนินโครงการด้านการศึกษา เพื่อสร้างความเข้าใจเรื่องพลังงานนิวเคลียร์ในระยะยาว ทั้งการผลักดันหลักสูตรด้านนิวเคลียร์ การศึกษานอกระบบผ่าน กศน. ทั่วประเทศ รวมถึงความร่วมมือกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ในโครงการ “ห้องเรียนสีเขียว” เปิดโอกาสให้เยาวชนเข้ามามีส่วนร่วม และสอดแทรกความรู้เรื่องพลังงานนิวเคลียร์ผ่านสื่อและคลิปที่เข้าใจง่าย  การยอมรับของสังคม การสื่อสารสาธารณะ และระบบการติดตามกำกับดูแล ถือเป็นหัวใจสำคัญ ซึ่งประเทศไทยมีพื้นฐานและความพร้อมที่จะพัฒนาในด้านนี้ต่อไป

ในด้านต้นทุน พีระพงษ์มองว่า เมื่อโครงการ SMR ผ่านช่วงการก่อสร้างและเข้าสู่ระยะการผลิตไฟฟ้าแล้ว ต้นทุนจะลดลง อีกทั้งระยะเวลาก่อสร้างที่สั้นกว่าจะช่วยลดความเสี่ยงด้านงบประมาณ และเพิ่มความคุ้มค่าในการลงทุน ทำให้ SMR เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำคัญในการลดการปล่อยคาร์บอน และเสริมความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศในอนาคต

สัมมนาและประชุมใหญ่สมาคมนิวเคลียร์แห่งประเทศไทย ประจำปี 2568

กล่าวโดยสรุปจากเวทีเสวนา ชี้ไทยต้องเลิกย่ำอยู่กับที่ เร่งบรรจุนิวเคลียร์ในแผนชาติ สร้างความรู้–ความเชื่อใจตั้งแต่เด็ก

ผู้ร่วมเสวนาเห็นตรงกันว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ประเทศไทยยังคง “ย่ำอยู่กับที่” ในการขับเคลื่อนพลังงานนิวเคลียร์ แม้จะมีการถกเถียง แลกเปลี่ยน และอภิปรายในเชิงวิชาการมาอย่างต่อเนื่อง แต่การผลักดันเชิงนโยบายยังไม่ไปสุดทาง และมักสะดุดลงจากปัจจัยทางการเมือง รวมถึงการรอรับฟังเสียงประชาชน ท่ามกลางความเข้าใจที่ยังไม่ครบถ้วน

ประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบย้ำ คือ ความจำเป็นในการสร้างความรู้ที่ถูกต้องตั้งแต่ระดับรากฐาน โดยเฉพาะการบรรจุองค์ความรู้ด้านพลังงานและพลังงานนิวเคลียร์ในหลักสูตรการศึกษา ตั้งแต่ระดับปฐมวัย เพื่อให้เด็กและเยาวชนเติบโตมาพร้อมความเข้าใจข้อเท็จจริง มากกว่าความหวาดกลัว พร้อมปลูกฝังการใช้พลังงานอย่างรู้คุณค่าและมีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

เวทียังสะท้อนว่า ความพร้อมด้านเทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐาน และองค์ความรู้ของประเทศไทยเริ่มมีอยู่แล้ว สิ่งที่ขาดคือ “การตัดสินใจเชิงนโยบาย” โดยภาครัฐต้องเริ่มนับหนึ่งอย่างชัดเจน ด้วยการบรรจุพลังงานนิวเคลียร์ไว้ในแผนพัฒนาพลังงานของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ใช่เพียงอยู่ในช่วงปลายแผน แต่การสร้างความเชื่อใจของสังคมคือโจทย์ที่ใหญ่กว่า และต้องอาศัยเวลา ความต่อเนื่อง และความจริงใจ โดยเชื่อว่า ภายในกรอบเวลา 10 ปี ประเทศไทยควรต้องเห็นความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรม