เอสซีจี

ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกและไทยที่ชะลอตัว เอสซีจี (SCG) เผยผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2568 มีกำไรจากการดำเนินงาน (ไม่รวมการปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือและรายการพิเศษ) 774 ล้านบาท แม้ขาดทุนสุทธิ 669 ล้านบาท แต่ยังคงรักษากระแสเงินสด (EBITDA) แข็งแกร่ง 44,511 ล้านบาทในช่วง 9 เดือนแรกของปี สะท้อนฐานะทางการเงินที่มั่นคง พร้อมเดินหน้า 4 กลยุทธ์หลักเสริมศักยภาพแข่งขัน ทั้งดันปูนคาร์บอนต่ำ–เซรามิกเจาะตลาดเวียดนาม ขยายพอร์ตสินค้า Smart Value ราคาคุ้มค่า และเร่งลดต้นทุนด้วยเทคโนโลยี AI–Robotics เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันธุรกิจรับมือเศรษฐกิจโลกยืดเยื้อถึงปี 2569 เดินหน้า 4 กลยุทธ์หลักเสริมความแข็งแกร่ง

ธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี กล่าวว่า  “เอสซีจี ประเมินว่ามรสุมเศรษฐกิจรอบนี้จะยืดเยื้อและเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนทั้งจากปัจจัยภายนอกและภายในประเทศ เราจึงเร่งปรับตัวตั้งแต่ปีที่ผ่านมา ทั้งรักษาวินัยทางการเงิน ลดต้นทุน รวมศูนย์การผลิต และปรับโครงสร้างธุรกิจ พร้อมพัฒนาสินค้า Smart Value–HVA–กรีน เพื่อให้ตอบโจทย์ตลาดทุกระดับ ส่งผลให้กระแสเงินสดแข็งแกร่งและธุรกิจมีเสถียรภาพ”

ในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา เอสซีจีดำเนินมาตรการเสริมความแข็งแกร่งทางการเงินต่อเนื่อง โดยลดเงินทุนหมุนเวียน 21,571 ล้านบาท หนี้สินสุทธิลดลง 32,226 ล้านบาท และลดต้นทุนทางการเงินลง 193 ล้านบาท หรือราว 2% เมื่อเทียบกับปีก่อน ส่งผลให้อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA อยู่ที่ 4.7 เท่า และมีเงินสดคงเหลือสิ้นไตรมาส 3 ถึง 50,662 ล้านบาท สะท้อนวินัยการบริหารที่รอบคอบและมีประสิทธิภาพ

เอสซีจี

แม้เศรษฐกิจโลกยังเปราะบาง เอสซีจีมั่นใจว่าการปรับตัวอย่างทันท่วงทีคือ “ภูมิคุ้มกันที่ถูกทาง” พร้อมเดินหน้า 4 กลยุทธ์หลัก เสริมความแข็งแกร่ง ดังนี้

  1. รักษาวินัยทางการเงินและลดต้นทุนด้วย AI–Robotics

ใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะช่วยควบคุมคุณภาพ ผลิต และบริหารคลังสินค้า เช่น เอสซีจี เดคคอร์ ลดต้นทุนได้กว่า 20% ต่อปี ส่วนเอสซีจี สมาร์ทลีฟวิง นำระบบอัตโนมัติมาบริหารจัดการวัตถุดิบอย่างมีประสิทธิภาพ

  1. รวมศูนย์การผลิต เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน

เน้นลดความซ้ำซ้อนและบริหารสินทรัพย์ในภูมิภาค เช่น การควบรวมไลน์ผลิตกระเบื้องหลังคาคอนกรีตที่จังหวัดลำพูน ลดต้นทุนได้กว่า 10 ล้านบาทต่อปี

  1. รุกตลาดเวียดนาม ฐานการผลิตใหม่สู่ตลาดโลก

เวียดนามมีศักยภาพการเติบโตสูง GDP ขยายตัวกว่า 7% เอื้อต่อธุรกิจอสังหาฯ ก่อสร้าง และบริโภค เอสซีจีจึงเร่งขยายการผลิตปูนคาร์บอนต่ำ 8,000 ตัน/วัน สำหรับจำหน่ายในประเทศและส่งออกไปยังอเมริกา ออสเตรเลีย และยุโรป พร้อมขยายธุรกิจเซรามิกและปรับแผนการผลิตของโรงงานลองเซิน ปิโตรเคมิคอลส์ (LSP) ให้แข่งขันได้มากขึ้น ควบคู่กับโครงการ LSPE ที่จะแล้วเสร็จปลายปี 2570

  1. ขยายพอร์ตสินค้า–บริการ Smart Value–HVA–กรีน

เอสซีจี

รองรับกำลังซื้อที่ชะลอตัว โดยพัฒนาสินค้า “คุณภาพดี ราคาคุ้มค่า” เช่น ปูนดูร่าวัน กระเบื้องเซรามิก SCG รุ่น Celica SRA พื้นและประตู UNIX เหล็กโครงสร้าง TOPSTEEL และบริการหลังคา SCG Saver Roof Package รวมถึงบริการปรับปรุงบ้านจาก “คิวช่าง” ที่คาดว่าจะเติบโตต่อเนื่องในภาวะเศรษฐกิจซบเซา

เอสซีจียังคงเดินหน้าสร้างภูมิคุ้มกันธุรกิจอย่างรอบด้าน เพื่อรักษาความมั่นคงขององค์กร และเตรียมพร้อมรับโอกาสใหม่เมื่อเศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัวอีกครั้ง