เสวนา “Smart Firm Smart Move” สะท้อนพลังเทคโนโลยี พลิก SMEs ไทยสู่โลกดิจิทัล   

เสวนาในงาน “Smart Firm Smart Move ก้าวสู่อนาคตด้วยเทคโนโลยี พลิกโฉม SME ไทยสู่โลกดิจิทัล” สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของเทคโนโลยีในการยกระดับภาคการผลิตไทยอย่างเป็นรูปธรรม โดยหนึ่งในกรณีศึกษาที่ได้รับความสนใจคือประสบการณ์ของ ณัฐวุฒิ จันทร์เรือง เจ้าของ สวนจันทร์เรือง เกษตรกรรุ่นใหม่ที่นำองค์ความรู้ด้านวิศวกรรมมาประยุกต์ใช้กับภาคการเกษตร จนสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันได้อย่างชัดเจน

เสวนา “Smart Firm Smart Move” สะท้อนพลังเทคโนโลยี พลิก SMEs ไทยสู่โลกดิจิทัล   

ณัฐวุฒิฯ  เล่าว่า  การเรียนรู้และทดลองอย่างต่อเนื่อง ทำให้ตลอดระยะเวลากว่า 8 ปีที่ผ่านมา สามารถนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในสวนได้ครบทุกมิติถึง 100% โดยเฉพาะการนำระบบ AI มาใช้ดูแลต้นทุเรียน การบริหารจัดการระบบน้ำ รวมถึงการใช้เทคโนโลยีตรวจวัดค่าต่างๆ ภายในสวน เพื่อนำข้อมูลมาเชื่อมต่อกับโปรแกรมวิเคราะห์รายวัน ช่วยให้สามารถประเมินและวางแผนปัจจัยการผลิตได้อย่างแม่นยำ

นอกจากนี้ ยังมีการนำของเสียภายในสวนกลับมาบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ เปลี่ยนขยะให้กลับมาเกิดประโยชน์ ผ่านการนำเศษวัสดุทางการเกษตรมาแปรรูปเป็นถ่านชีวภาพและพลังงานไฟฟ้า เพื่อนำมาใช้ภายในสวน ช่วยลดปริมาณขยะ ลดค่าไฟฟ้า และลดต้นทุนการผลิตในระยะยาว ควบคู่กับการพัฒนาไบโอแก๊สจากเศษอาหารและของเหลือใช้ เพื่อทดแทนพลังงานและสนับสนุนระบบการผลิตที่ยั่งยืน

การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดังกล่าว ยังช่วยลดต้นทุนแรงงานอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในระบบจัดการน้ำและการควบคุมการให้น้ำอัตโนมัติ ทำให้สามารถลดค่าใช้จ่ายด้านกำลังคนได้หลักแสนบาทต่อเดือน ขณะเดียวกัน การเก็บข้อมูล (Data) อย่างเป็นระบบยังช่วยเพิ่มผลผลิต ลดระยะเวลาในการทำงาน และเปิดโอกาสให้เจ้าของสวนมีเวลาไปต่อยอดกิจกรรมอื่นๆ ได้มากขึ้น   จากเดิมที่ต้องเดินตรวจสอบพื้นที่สวนซึ่งมีขนาดกว้างใหญ่ ปัจจุบันสามารถควบคุมและติดตามความเคลื่อนไหวทั้งหมดผ่านระบบเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็นการให้น้ำ การให้ปุ๋ย การติดตั้งกล้องวงจรปิด รวมถึงการใช้โดรนทางการเกษตรเพื่อพ่นน้ำและดูแลพืชผล ส่งผลให้การจัดการสวนมีประสิทธิภาพและแม่นยำยิ่งขึ้น

ณัฐวุฒิ ยังได้ฝากข้อคิดถึงผู้ประกอบการ SME ว่า การพัฒนาไม่อาจเกิดขึ้นได้หากขาดความกล้าในการเปิดโอกาสให้ตนเอง โดยเฉพาะการกล้าเสนอตัวเข้าร่วมโครงการต่างๆ ของภาครัฐ ซึ่งไม่เพียงช่วยให้เข้าถึงแหล่งทุน แต่ยังเปิดประตูสู่การเรียนรู้ องค์ความรู้ใหม่ๆ และเครือข่ายที่สำคัญ ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ช่วยต่อยอดธุรกิจและสร้างโอกาสการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต

รังสรรค์ พรมประสิทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คิวคิว (ประเทศไทย) กล่าวว่า คิวคิวในฐานะแอปพลิเคชันคนไทยด้านระบบจัดการคิว ได้เริ่มต้นจากการมองเห็นปัญหาการรอคิวที่เป็น Pain Point สำคัญของภาคบริการ ก่อนขยายการใช้งานจากร้านอาหารไปสู่โรงพยาบาล และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) โดยเฉพาะการจองคิวล่วงหน้าเพื่อเข้ารับบริการด้านการนวดสมุนไพร ซึ่งช่วยลดความแออัดและเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการได้อย่างเป็นรูปธรรม

ตลอดการดำเนินงาน คิวคิวตั้งคำถามกับตนเองมาโดยตลอดว่า ระบบบริการในรูปแบบเดิมสามารถแก้ปัญหาได้มากน้อยเพียงใด และจะขยายสเกลธุรกิจได้ไกลแค่ไหน จนกระทั่งพิสูจน์ได้ว่า โซลูชันด้านการจัดการคิวสามารถตอบโจทย์ปัญหาบางจุดที่ตลาดมีความต้องการอยู่แล้ว เพียงแต่มองกันคนละมุม หากยังยึดติดกับรูปแบบการให้บริการเดิมก็จะไม่สามารถตอบโจทย์ได้อย่างแท้จริง นำมาสู่การพัฒนาและขยายเซกชันของคิวคิวให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง

ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 คิวคิวสามารถก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มจัดการคิวชั้นนำในตลาดโลก สะท้อนศักยภาพของดิจิทัลโซลูชันที่ช่วยลดต้นทุน เพิ่มความรวดเร็ว และสามารถขยายการใช้งานไปยังหลายภาคส่วน ทั้งร้านอาหารที่สามารถติดตั้งระบบได้ภายในระยะเวลาอันสั้น รวมถึง รพ.สต. ในประเทศไทยที่เปิดให้ประชาชนจองคิวล่วงหน้า ช่วยควบคุมอุปสงค์และอุปทานของการให้บริการได้อย่างเหมาะสม อย่างไรก็ตาม พฤติกรรมของคนไทยที่ยังคุ้นชินกับการวอล์กอิน ทำให้การควบคุมดีมานด์และซัพพลายยังทำได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ และปัญหาความหนาแน่นยังคงเกิดขึ้น

รังสรรค์ ระบุว่า การนำข้อมูล (Data) มาวิเคราะห์ดีมานด์ถือเป็นหัวใจสำคัญ ระบบสามารถสะท้อนจำนวนผู้ใช้บริการที่วอล์กอินเข้ามา ทำให้หน่วยบริการอย่างโรงพยาบาลเห็นภาพรวมและสามารถปรับสมดุลการให้บริการได้ดีขึ้น เนื่องจากปัจจุบันการบริหารจัดการคิวยังขาดประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันการเปลี่ยนพฤติกรรมผู้ใช้บริการหรือการสร้างจิตสำนึกให้คุ้นเคยกับระบบจองล่วงหน้ายังเป็นเรื่องที่ท้าทายและต้องใช้เวลา

สำหรับจุดเริ่มต้นของการทำงานร่วมกับภาครัฐ เขามองว่าสถานการณ์โควิด-19 เป็นตัวเร่งสำคัญ ทั้งกรณีการควบคุมจำนวนคนเข้าอุทยานแห่งชาติ หรือการบริหารจัดการนักท่องเที่ยวเมื่อการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยต้องการเปิดประเทศ คิวคิวจึงถูกนำมาใช้เป็นโซลูชันในการบริหารจัดการ และยังได้รับการยอมรับจากประเทศญี่ปุ่นในการนำไปถอดบทเรียนเพื่อรับมือกับสถานการณ์วิกฤตในอนาคต

ในมุมมองต่อการสนับสนุนจากภาครัฐ รังสรรค์ฯ เห็นว่าควรเปิดพื้นที่ให้เกิดการแข่งขันอย่างเสรี ควบคู่กับการผลักดันผู้ประกอบการไทยให้ขยายตลาดสู่ต่างประเทศมากขึ้น ตลาดภายในประเทศอาจมีขนาดจำกัด จึงจำเป็นต้องมองไกลออกไป โดยภาครัฐควรส่งเสริมและสนับสนุน SME ให้กล้าออกไปแข่งขันในเวทีโลก เช่นเดียวกับบางประเทศอย่างจีนที่มีการอัดฉีดเงินทุนเพื่อผลักดันผู้ประกอบการออกไปทำตลาดต่างประเทศ ซึ่งเป็นบทเรียนที่ประเทศไทยควรนำมาปรับใช้เพื่อยกระดับ SME ไทยในระยะยาว

เสวนา “Smart Firm Smart Move” สะท้อนพลังเทคโนโลยี พลิก SMEs ไทยสู่โลกดิจิทัล   

สานสิน ศรีภิรมย์รักษ์ ผู้ก่อตั้ง DISTAR FRESH FARM เกษตรอัจฉริยะผู้บุกเบิกการผลิตพืชยุคใหม่ กล่าวว่า ภาคการเกษตรในปัจจุบันต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนจากภัยธรรมชาติและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก ซึ่งเป็นปัจจัยที่คาดเดาได้ยาก การลงทุนด้านเทคโนโลยีแม้จะมีต้นทุนเริ่มต้นสูง แต่หากมองในระยะยาวจะเป็นคำตอบสำคัญของความยั่งยืน โดยเฉพาะประเทศไทยที่มีภูมิอากาศร้อนชื้น และยังเผชิญปัญหาการปนเปื้อนในแหล่งน้ำและสิ่งแวดล้อม การตัดสินใจลงทุนจึงต้องเริ่มจากการพิจารณาปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ก่อน

ในด้านการตลาด ยังคงมองว่าผู้บริโภคยุคใหม่ให้ความสำคัญกับสุขภาพเป็นหลัก ต้องการอาหารที่ปลอดภัยและสะอาด แต่ในความเป็นจริง ผักและผลผลิตที่จำหน่ายอยู่ในท้องตลาด รวมถึงในห้างชั้นนำ ยังพบปัญหาสารพิษตกค้างและการปนเปื้อนเพิ่มมากขึ้น สะท้อนว่าประเทศไทยยังมีมาตรการกำกับดูแลที่ไม่เข้มงวดเพียงพอ โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาสถานการณ์โรคมะเร็งที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจมีสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากอาหารที่ไม่ปลอดภัยโดยไม่ได้ตั้งใจ ทำให้ผู้บริโภคเริ่มมองหาผลผลิตที่สะอาดจริงและปลอดสารในทุกมิติ ไม่ใช่เพียงปลอดสารบางชนิดเท่านั้น

ด้วยเหตุนี้ DISTAR FRESH FARM จึงเลือกใช้ระบบการปลูกในห้องปลอดเชื้อ เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากมลพิษ และสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค

อย่างไรก็ตาม อุปสรรคสำคัญ แม้ประเทศไทยจะมีทรัพยากรและเทคโนโลยีจำนวนมาก แต่ยังขาดการผลักดันเชิงระบบ โดยเฉพาะการถ่ายทอดองค์ความรู้พื้นฐานให้กับเกษตรกร รวมถึงความเข้าใจเกี่ยวกับนวัตกรรมใหม่อย่างระบบไฮโดรโปนิกส์ ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมที่สะอาด ปลอดภัย และเป็นสินค้าพรีเมียม แต่กลับถูกบั่นทอนจากข่าวปลอมและข้อมูลที่คลาดเคลื่อนจำนวนมาก ส่งผลให้การพัฒนาไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควร ขณะที่การทำเกษตรของไทยยังคงยึดติดกับรูปแบบเดิมมานาน เพียงแค่เพิ่มเทคโนโลยีอย่างโดรนเข้าไปเท่านั้น

สำหรับทิศทางในอนาคตของเกษตรอัจฉริยะ ระบบการผลิตจะพัฒนาไปสู่การปลูกพืชได้ตลอดทั้งปี หรือ 360 วัน ซึ่งถือเป็นสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมที่สุดสำหรับพืชในระดับโลก ทำให้นวัตกรรมสามารถแข่งขันได้ในทุกประเทศ การลงทุนด้านนวัตกรรมจึงเป็นหัวใจสำคัญของความยั่งยืน อีกทั้งในอนาคตต้นทุนด้านพลังงานมีแนวโน้มลดลง ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตโดยรวมต่ำลง แม้การลงทุนจะมีความเสี่ยงและต้องอาศัยความอดทน แต่หากมีการศึกษา เตรียมความพร้อมของทีม มีตลาดที่ชัดเจน และกล้าที่จะคิดแตกต่าง เทคโนโลยีอย่าง AI ก็สามารถเข้ามาช่วยประเมินความเสี่ยง วิเคราะห์ข้อมูล และเป็นผู้ช่วยในการตัดสินใจได้ตลอดกระบวนการ หากใช้อย่างรอบคอบและชาญฉลาด

อย่างไรก็ตาม สานสินฯ ได้ฝากถึงภาครัฐให้มองภาคการเกษตร ควรปรับรูปแบบการสนับสนุนให้ตรงจุดมากขึ้น โดยมองว่าการอัดฉีดเงินเพียงอย่างเดียวอาจไม่ตอบโจทย์ และเสี่ยงต่อการนำไปใช้ไม่ตรงวัตถุประสงค์ จึงควรหันมาสนับสนุนในลักษณะของการร่วมลงทุนหรือการสร้างเครือข่าย  พร้อมทั้งเร่งจัดทำมาตรฐานผักปลอดสารพิษรูปแบบใหม่ที่ชัดเจน ครอบคลุม ให้ผู้บริโภคสามารถแยกแยะได้ง่าย เพื่อกระตุ้นนวัตกรรมและสร้างเครื่องมือที่มั่นคงให้เกษตรกรสามารถผลิตได้อย่างต่อเนื่องตลอดทุกฤดูกาล