การเปลี่ยนแปลงที่หลีกไม่พ้นและอนาคตที่ต้องคว้าไว้
ขณะที่โลกกำลังก้าวเข้าสู่ความปั่นป่วนรอบใหม่ของเทคโนโลยี IoT, AI, หุ่นยนต์, ระบบอัตโนมัติ คำถามใหญ่ของไทยไม่ใช่ว่าเราจะช้ากว่าประเทศอื่นหรือไม่? แต่คือเราจะใช้โอกาสนี้สร้าง “ฐานการแข่งขันใหม่” ให้กับคนไทยและธุรกิจไทยได้อย่างไร? ดร.สุทัด ครองชนม์ นายกสมาคมไทยไอโอที ให้สัมภาษณ์พิเศษในรายการ SmartSMEThailand

ดร.สุทัด ครองชนม์ นายกสมาคมไทยไอโอที มองว่าคลื่นเทคโนโลยีรอบนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องของนวัตกรรมล้ำสมัย แต่เป็นเรื่องของ ความอยู่รอดของภาคธุรกิจ, ศักยภาพแรงงานไทย, และ การทำให้ SMEs กลายเป็นแกนกลางเศรษฐกิจใหม่ หากสามารถใช้ IoT และ AI ได้อย่างถูกวิธีและถูกจังหวะ
การบูรณาการ IoT + AI = หัวใจธุรกิจยุคใหม่ คือ “กุญแจเติบโต”
ปฏิเสธไม่ได้ว่าเมื่อ ช่วง 2–3 ปีที่ผ่านมา ผู้คนเริ่มตระหนักถึงศักยภาพของ AI มากขึ้น แม้ว่า AI จะถูกพูดถึงในไทยมานานเกือบ 10 ปีแล้ว แต่สิ่งที่เพิ่งเริ่มเข้าใจมากขึ้นคือ “ไอโอที” ว่าสามารถนำมาใช้สร้างประโยชน์อะไรได้บ้าง ปัจจุบันคนเริ่มเห็นภาพชัดว่าอุปกรณ์ไอโอที คือสิ่งที่อยู่รอบตัวในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่โทรศัพท์มือถือ แอปพลิเคชันต่าง ๆ ไปจนถึงรถยนต์รุ่นใหม่ที่ติดตั้งเซ็นเซอร์หลากหลายชนิดเพื่อเก็บข้อมูลตลอดเวลา
เมื่อมองกลับไปยังภาคธุรกิจจะพบว่าการใช้ไอโอทีเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะภาคการผลิตซึ่งเริ่มมีระบบเก็บข้อมูลแบบเรียลไทม์ ทั้งข้อมูลของเสีย จุดบกพร่องของเครื่องจักร หรือประสิทธิภาพการทำงานในสายการผลิต เมื่อบูรณาการ AI เข้ามา ข้อมูลจากไอโอทีเหล่านี้จะถูกนำมาวิเคราะห์และประเมินสถานการณ์ล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำ เช่น ตรวจจับสัญญาณว่าเครื่องจักรกำลังจะเสียหาย ทำให้ทีมซ่อมบำรุงเข้าแก้ไขทันก่อนเกิดต้นทุนความเสียหายขนาดใหญ่

ผลลัพธ์คือ ธุรกิจสามารถลดความเสี่ยง เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และต่อยอดสู่โมเดลธุรกิจใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและ AI ได้อย่างแท้จริง
แล้ว SMEs ไทยล่ะ? ใครพร้อม-ใครเสี่ยง และต้องทำอย่างไรถึงจะรอด?
เมื่อพูดถึง SMEs ดร.สุทัดยอมรับว่า “รายใหญ่ปรับตัวทันแล้ว” บริษัทใหญ่ใช้ IoT–AI มานาน แต่ปัญหาอยู่ที่ SMEs ขนาดย่อมที่เป็นแกนหลักสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ อาจจะยังเข้าไม่ถึงเทคโนโลยีเพราะราคาแพงเกินไป หรือไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไร
ดร.สุทัดฯ เน้นย้ำว่า สิ่งที่ SMEs ต้องการไม่ใช่แค่คำแนะนำ แต่คือ เทคโนโลยีที่ “เข้าถึงได้จริง” ในราคาที่จ่ายไหว
รัฐบาลต้องสร้าง “โครงสร้างพื้นฐาน” แบบเดียวกับจีนที่ประสบความสำเร็จมาก เช่น
- ทำ แพลตฟอร์มกลางภาครัฐ ให้ SMEs ใช้ในการขายสินค้า โดยไม่ต้องเสียค่าคอมมิชชั่นสูง
- สนับสนุนผู้ผลิตอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ในประเทศเพื่อทำให้ IoT ราคาถูกลง
- ลดภาษีสำหรับเทคโนโลยีพื้นฐาน
- เร่งสร้างมาตรฐานและระบบเชื่อมต่อข้อมูลสำหรับผู้ประกอบการไทยทั้งหมด
ถ้า SMEs เข้าถึงเครื่องมือได้มากขึ้น จะสามารถลดต้นทุน เพิ่มคุณภาพสินค้า เพิ่มความเร็วของการบริการ และแข่งขันได้ในตลาดโลก ไม่ใช่แค่ภายในประเทศ

AI จะทำให้คนตกงานจริงหรือ? แล้วเราควรกลัวหรือควรเตรียมตัว?
อีกหนึ่งประเด็นใหญ่ที่คนไทยกังวลที่สุดคือ “AI แย่งงาน” เมื่อถามคำถามนี้ ดร.สุทัดอธิบายแบบชัดเจนว่า อย่ามอง AI เป็นภัย แต่ให้มองว่าเป็น “ผู้ช่วย” เพราะในภาพใหญ่ของประเทศตอนนี้ ปัญหาคือเรามีประชากรเกิดใหม่น้อยลง คนทำงานไม่พอ ผู้ประกอบการต้องไปหาแรงงานต่างชาติอยู่ตลอดเวลา
AI จึงไม่ใช่ตัวแทนที่มาแย่งงานคน แต่เป็นตัวช่วยที่ทำงาน หรืองานที่ต้องใช้เวลาเยอะ ให้มนุษย์นำเวลาไปทำงานที่มีคุณค่ามากขึ้น แต่มีหนึ่งสิ่งที่น่ากังวลจริง ไม่ใช่การถูก AI แทนที่ แต่คือ การถูกแซงหน้าโดยคนที่ใช้ AI เป็น
คนที่ไม่เรียนรู้เทคโนโลยีจะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง แต่คนที่ใช้เป็น จะทำงานได้เร็วขึ้น กลายเป็นแรงงานคุณภาพสูง และมีโอกาสมากขึ้นในตลาดงานใหม่ๆ

บทสนทนาทั้งหมดของ ดร.สุทัดทำให้เห็นชัดเจนว่า IoT และ AI คือ “แกนหลัก” ของประเทศไทยในทศวรรษใหม่ ไม่ใช่เทคโนโลยีไกลตัวแต่คือเครื่องมือช่วย
- เพิ่มความสามารถในการผลิตของโรงงานไทย
- ยกระดับบริการท่องเที่ยวด้วยความเร็วและประสิทธิภาพ
- ปลดล็อกศักยภาพของ SMEs ให้แข่งขันได้ทั้งในและต่างประเทศ
- พัฒนาทักษะคนไทยให้ทันโลก ลดความเสี่ยงการตกงาน
- วางฐานเศรษฐกิจใหม่ให้ประเทศไทยแข็งแรงยิ่งกว่าเดิม
หากไทยสามารถพัฒนา “คน–เทคโนโลยี–SMEs” ไปพร้อมกัน ประเทศไทยไม่เพียงแค่จะ “ตามทันโลก” แต่จะมีโอกาส “ก้าวขึ้นเป็นผู้เล่นสำคัญในภูมิภาค” ในยุคที่ทุกอย่างเชื่อมต่อกันด้วย IoT และขับเคลื่อนด้วย AI
