ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์

ท่ามกลางเศรษฐกิจไทยที่เติบโตช้าลงอย่างต่อเนื่อง ค่าแรงไม่สอดคล้องกับการพัฒนา หนี้ครัวเรือนสูง และภาคการผลิตที่เคย “แบกประเทศ” เริ่มสะดุด ทีดีอาร์ไอออกโรงชี้ชัด ถึงเวลาที่ไทยต้องยกระดับโมเดลพัฒนาใหม่ทั้งหมด ตั้งแต่การพัฒนาแบบ “ลีน” เปิดเสรีการค้า สร้าง Good Jobs ปรับบทบาทรัฐ แก้กฎเกณฑ์ถ่วงธุรกิจ ไปจนถึงการสร้างอุตสาหกรรมใหม่ เพื่อให้เศรษฐกิจกลับมาโตอย่างยั่งยืน และพาประเทศหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางได้ใน 16 ปีข้างหน้า หากไม่ทำ…ไทยอาจต้องเผชิญเศรษฐกิจโตต่ำยาวนานแบบไร้ทางออก

สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) จัดงานสัมมนาสาธารณะประจำปี 2568 ในหัวข้อ “Reimagining Thailand’s Development Model: ก้าวข้ามโลกเก่า ด้วยโมเดลใหม่ในการพัฒนาประเทศ” ณ สามย่านมิตรทาวน์ ฮอลล์

ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์

ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานทีดีอาร์ไอ กล่าวในหัวข้อเครื่องจักรการเติบโตใหม่ในยุคโลกาภิวัตน์ย้อนกลับว่า ในปัจจุบันการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยแทบจะต่ำสุดในเอเซียตะวันออก หนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง แม้อัตราว่างงานไม่มาก แต่ค่าจ้างแรงงานของคนไทยมีสัดส่วนต่อจีดีพีลดลงต่อเนื่อง ซึ่งหากไม่สามารถสร้างงานที่ดีให้คนไทยทำ ก็มีความเสี่ยงที่ไทยจะกลายเป็นประเทศที่มีธุรกิจสีเทามากขึ้น ทั้งความเสี่ยงต่อการฟอกเงินรวมถึงการเป็นศูนย์กลางของแก๊งมิจฉาชีพอย่างคอลเซนเตอร์ เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ไทยเป็นประเทศที่เต็มไปด้วยปัญหา จึงมีความจำเป็นที่จะต้องสร้างการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่สร้างงานที่ดีหรือ “Good Jobs”  ให้แก่คนไทย

ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์

ดร.สมเกียรติ กล่าวถึงสาเหตุที่เศรษฐกิจไทยเติบโตช้าเป็นเพราะศักยภาพทางเศรษฐกิจตกต่ำลง ซึ่งการแก้ปัญหาด้วยการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างที่หลายรัฐบาลมักทำจะไม่บรรลุผล ต้องปรับนโยบายภาคการผลิต เนื่องจากเครื่องจักรการผลิตของไทยที่ทำรายได้ให้ประเทศ เช่น การส่งออกสินค้าเกษตรและสินค้าอุตสาหกรรมตลอดจนการท่องเที่ยว ซึ่งเคยมีบทบาทในการ “แบกประเทศ” มานานได้ชะงักลง จากปัจจัยหลายอย่างเช่น  การขาดแรงงานที่มีทักษะ งบลงทุนของภาครัฐลดลง แม้จะมีการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่มีมูลค่ามาก แต่ก็ไม่สามารถกระตุ้นให้เกิดการลงทุนต่อเนื่องในประเทศได้เท่าที่ควร รวมทั้งมีปัญหากฎระเบียบที่ทำให้การทำธุรกิจเป็นไปได้ยาก ตลอดจนมีการลงทุนวิจัยพัฒนาที่น้อยเกินไป ในขณะที่งานวิจัยที่เกิดขึ้นก็ไม่สามารถนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์ได้ ดังนั้นการจะทำให้ภาคการผลิตของไทยกลับไปสู่ระดับเดิมถือเป็นเรื่องท้าทายอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในยุคโลกาภิวัฒน์ย้อนกลับที่มีการกีดกันทางการค้าในวงกว้าง

“ตลาดใหญ่ที่สุดอย่างสหรัฐฯ ปิดตัวลง ไม่ได้เปิดกว้างเหมือนในอดีตจากภาษีศุลากรในอัตราสูงที่สุดในรอบเกือบ 100 ปี สร้างความท้าทายให้กับทุกประเทศ โดยเฉพาะประเทศขนาดเล็กที่พึ่งพาการส่งออกอย่างไทย ขณะที่สหภาพยุโรปเองก็มีมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวด เช่น มาตราการ CBAM ที่จะบังคับใช้ในปีหน้า ส่วนจีนก็ผลิตสินค้าอุตสาหกรรมล้นเกิน ทำให้การส่งออกไทยจะยากขึ้นเพราะจะแข่งขันด้านราคาไม่ได้ และยังถูกตีตลาดภายในด้วย”

อีกทั้งเน้นย้ำว่า ไทยมีแรงงานลดลงจากสังคมสูงวัย และมีเงินทุนที่จำกัด ดังนั้นสิ่งที่ไทยควรทำเป็นอันดับแรกคือ การพัฒนาแบบ “ลีน” ให้มากขึ้น ซึ่งหมายถึงการใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่า ใช้กำลังคนให้เต็มเม็ดเต็มหน่วยมากที่สุด โดยลดความสูญเสียและเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากร นอกจากนี้จะต้องเร่งสร้างงานดี หรือ Good Jobs ซึ่งหมายถึงงานที่มีค่าตอบแทนดี สวัสดิการเพียงพอ มีความมั่นคงพอสมควร แต่การที่จะมีทำงานที่ดีได้นั้น คนไทยจะต้องมีทักษะที่มากขึ้น ขณะเดียวกันจะต้องสร้างการเจริญเติบโตผ่านเครื่องจักรใหม่หลายตัวซึ่งสามารถแบกประเทศต่อไปได้

“กำไรสุทธิของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งมีความเข้มแข็งกว่าเศรษฐกิจโดยรวมก็ยังลดต่ำลงในช่วงที่ผ่านมา และมีสัดส่วนบริษัทที่ประสบปัญหาขาดทุนในปีที่แล้วจำนวนมาก โดยเฉพาะบริษัทในสาขาอุตสาหกรรมการผลิต ซึ่งขาดทุนในปีที่แล้วถึง 30% ตามมาด้วยสาขาอสังหาริมทรัพย์ และสาขาอุปโภค”

ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์

ดร.สมเกียรติฯ ได้เสนอแนวทางการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่โมเดลใหม่ว่า นอกจากการพัฒนาแบบ “ลีน” แล้ว ประเทศไทยจะต้องเปิดเสรีทางการค้าให้มากขึ้น สนับสนุนการลงทุนในการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม รวมทั้งสนับสนุนธุรกิจใหม่ ๆ ให้เกิดขึ้น ซึ่งหากทำได้ ประเทศไทยจะยกระดับอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจจากปัจจุบันที่ระดับประมาณ 2.3 % ให้เป็น 4.7 % ต่อปีได้ต่อเนื่องไปอีกหลายปี ซึ่งจะทำให้ไทยพ้นกับดักรายได้ปานกลางได้ใน 16 ปีต่อจากนี้ โดยโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ของไทยจะเปลี่ยนโฉมไป ภาคเกษตรและอุตสาหกรรมมีขนาดเล็กลง ในขณะที่ภาคบริการสมัยใหม่มีขนาดใหญ่ขึ้น และเป็นแกนหลักในการสร้างงานที่ดี ทำให้คนไทยมีกำลังบริโภค ซึ่งทำให้เศรษฐกิจไทยถูกขับเคลื่อนด้วยเศรษฐกิจภายในมากขึ้น

“ในการปรับไปสู่โมเดลเศรษฐกิจใหม่ เราต้องใช้จินตนาการใหม่ที่เชื่อมั่นว่าการปรับเปลี่ยนประเทศไทยเป็นสิ่งที่ทำได้จริง หัวใจสำคัญคือการสร้าง ‘นโยบายอุตสาหกรรมใหม่’ เพื่อให้เกิดงานที่ดี ขณะเดียวกันก็ต้องปรับยุทธศาสตร์การพัฒนาในด้านต่าง ๆ ให้สอดคล้องกัน ไม่ว่าจะเป็นปรับกติกาการค้าการลงทุน การปรับการพัฒนาทักษะและนวัตกรรม ตลอดจนการปรับบทบาทภาครัฐและกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค”

อย่างไรก็ตาม ยังได้ชี้ว่า นโนบายอุตสาหกรรมแบบเก่าดึงดูดเงินลงทุนมาก แต่ผลประโยชน์ตกถึงคนไทยน้อย ทำให้คุณภาพชีวิตคนไทยไม่ถูกยกระดับไปด้วย แนะตั้งโจทย์ใหม่ ทบทวนการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเป็นหลัก ธุรกิจขนาดเล็กไม่ค่อยได้ประโยชน์ หันใช้มาตรการที่ตอบโจทย์ธุรกิจทุกขนาด และปรับเป้าหมายจากการเติบโตเชิงปริมาณสู่การเติบโตเชิงคุณภาพ