การจัดงาน “Thailand Future Signal 2026” ครั้งนี้ ถือเป็นการต่อยอดจากเวทีสัมมนา “Decode 2025 : The Mid-Year Signal” เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา เพื่อสะท้อนสถานการณ์เศรษฐกิจในครึ่งแรกของปี 2568 ซึ่งทั่วโลกต้องเผชิญกับความผันผวนจากปัจจัยรอบด้าน ทั้งความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ นโยบายการเงินของประเทศมหาอำนาจ มาตรการภาษีการค้า ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงานและเทคโนโลยี จึงเป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้ผู้นำองค์กรเศรษฐกิจจากทุกภาคส่วนได้ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง เพื่อปรับกลยุทธ์และเตรียมความพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นในปี 2569 พร้อมผลักดันให้ธุรกิจไทยเดินหน้าสู่ความยั่งยืน โดยมี ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดงาน เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวในพิธีเปิดว่า “เศรษฐกิจไทยกำลังส่งสัญญาณฟื้น หลังผ่านช่วงเปราะบาง” พร้อมเปิดเผยมาตรการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะสั้นและระยะยาวผ่านยุทธศาสตร์ “5 เสาเศรษฐกิจ” เพื่อวางรากฐานการเติบโตอย่างมั่นคงในปี 2569
ดร.เอกนิติ ระบุว่า ในไตรมาส 3 เศรษฐกิจไทยเติบโตเพียง 1.7% และคาดว่าไตรมาส 4 จะขยายตัวราว 0.3% ซึ่งถือเป็น “สัญญาณแผ่ว” แต่หลังจากรัฐบาลเดินหน้ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา เริ่มเห็น “ชีพจรเศรษฐกิจ” ขยับขึ้น ผ่าน 3 โครงการสำคัญ ได้แก่
- โครงการคนละครึ่งพลัส และสวัสดิการแห่งรัฐ ใช้งบประมาณคงเหลือจากปีที่ผ่านมาโดยไม่ก่อหนี้ใหม่ เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายทั่วประเทศกว่าแสนล้านบาท
- โครงการเที่ยวดีมีคืน ส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศ โดยให้สิทธิลดหย่อนภาษีสูงสุด 20,000 บาท หรือ 2.5 เท่า เมื่อเดินทางท่องเที่ยวเมืองรอง ส่งผลให้บรรยากาศท่องเที่ยวกลับมาคึกคัก ร้านค้าและภาคบริการเริ่มฟื้นตัว
จากมาตรการดังกล่าว ทำให้เศรษฐกิจขยับจากแนวโน้ม 0.3% ที่อาจถดถอย ขึ้นมาเป็น 1.1% ซึ่งถือเป็น “สัญญาณแรกของการฟื้นตัว”
นอกจากนี้ ยังมี “สัญญาณที่สอง” จากการลงทุนโดยตรงจากต่างชาติที่เริ่มกลับเข้ามา โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ เช่น เกษตรสมัยใหม่ ดิจิทัล ดาต้าเซ็นเตอร์ และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) โดยมีการยื่นขอส่งเสริมการลงทุนจาก BOI เพิ่มขึ้นถึง 90% ซึ่งสะท้อนความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจไทยในเวทีภูมิภาค
สำหรับ ยุทธศาสตร์ “5 เสาเศรษฐกิจ” ที่รัฐบาลจะใช้ขับเคลื่อนประเทศ ประกอบด้วย
- เสาที่ 1: ฟื้นเศรษฐกิจระยะสั้น ผ่านโครงการกระตุ้นการใช้จ่ายและการท่องเที่ยว
- เสาที่ 2: แก้หนี้ภาคครัวเรือน โดยเฉพาะหนี้ NPL ไม่เกิน 1 แสนบาท รวมกว่า 3.5 ล้านราย และหนี้นอกระบบ ด้วยการดึงเข้าสู่ระบบ ปรับโครงสร้าง ตัดต้น ลดดอก และสร้างวินัยทางการเงิน
- เสาที่ 3: ส่งเสริมการออม โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ ผ่านกองทุนออมแห่งชาติและกลไกทางภาษี เพื่อสร้างความมั่นคงระยะยาว
- เสาที่ 4: สนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs ให้เข้าถึงแหล่งทุนและสินเชื่อได้ง่ายขึ้น โดยร่วมมือกับภาคเอกชนในการปลดล็อกอุปสรรคทางการเงิน
- เสาที่ 5: การลงทุนแห่งอนาคต เน้นอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด ดิจิทัล และนวัตกรรม เพื่อดึงดูดการลงทุนระยะยาวและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
ดร.เอกนิติ กล่าวทิ้งท้ายว่า “ตอนนี้เศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้น แต่สิ่งสำคัญคือจะทำอย่างไรให้ฟื้นอย่างยั่งยืน” พร้อมย้ำว่าการกลับมาของนักลงทุนต่างชาติถือเป็น “สัญญาณบวก” ที่ยืนยันว่าเศรษฐกิจไทยยังมีศักยภาพ หากรัฐบาล ภาคเอกชน และภาคธุรกิจทุกระดับ โดยเฉพาะ SMEs ร่วมกันขับเคลื่อนและยืนอยู่บนฐานความยั่งยืน ประเทศไทยจะสามารถก้าวสู่ยุคใหม่ของการเติบโตทางเศรษฐกิจได้อย่างมั่นคง
