
เปิดโลกวิศวกรรมยุคใหม่! Unisus Green Energy โชว์นวัตกรรมสาธารณูปโภค (District Utility) แห่งแรกในไทย ณ โครงการเดอะ ฟอเรสเทียส์ ชูระบบบริหารจัดการพลังงานอัจฉริยะผ่าน Central Utility Plant (CUP) ที่ช่วยลดการใช้ทรัพยากรได้ถึง30%พร้อมเปิดตัวระบบน้ำดื่มสะอาดที่สามารถส่งไปยังอาคารสูงได้ 50 ชั้น ด้วยมาตรฐานโลก มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตควบคู่ความยั่งยืน (Sustainovation) อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมทั้ง ซึ่งช่วยลดต้นทุนการดำเนินงาน ประหยัดพลังงาน และเพิ่มพื้นที่ใช้สอยภายในอาคารได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นายอนุพนธ์ คู่กุศลสิน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท ยูนิซัส กรีน เอ็นเนอร์จี จำกัด ได้ให้การต้อนรับคณะนักศึกษาระดับปริญญาโท สาขาวิชาการตรวจสอบและกฎหมายวิศวกรรม คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง พร้อมบรรยายพิเศษถึงแนวคิดการออกแบบและการจัดการวิศวกรรมที่ยั่งยืน โดยเน้นย้ำถึงความสอดคล้องระหว่างสภาพทางกายภาพของโครงการและการเลือกใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะที่สามารถตอบโจทย์การใช้งานจริง ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นายอนุพนธ์ฯ ได้ชี้ให้เห็นว่าการจัดการพลังงานในโครงการ “เดอะ ฟอเรสเทียส์” (The Forestias) บนพื้นที่กว่า 200 ไร่ คือระบบ Central Utility Plant (CUP) หรือโรงผลิตสาธารณูปโภคส่วนกลาง ซึ่งมีความแตกต่างจากระบบวิศวกรรมทั่วไป
หากโครงการขนาดใหญ่นี้หากไม่มีระบบ CUP และต้องติดตั้งระบบปรับอากาศแยกตามอาคารต่างๆ ซึ่งต้องใช้กำลังการผลิตรวมสูงถึง 30,000 ตันความเย็น แต่เมื่อนำระบบบริหารจัดการส่วนกลางมาใช้ โครงการกลับต้องการกำลังการผลิตเพียง 20,000 ตันความเย็นเท่านั้น ซึ่งช่วยลดการใช้ทรัพยากรในการติดตั้งลงได้ถึง 30% โดยใช้หลักการ District Cooling ที่แบ่งการทำงานเป็น 3 ส่วนหลัก คือ การผลิตน้ำเย็นจากศูนย์กลาง การส่งจ่ายน้ำวนรอบโครงการ และการจ่ายน้ำขึ้นสู่แต่ละอาคาร

อีกทั้งนวัตกรรมที่โดดเด่นและถือเป็นครั้งแรกในประเทศไทย คือการใช้ถังเก็บน้ำเย็น (Chilled Water Plant) ขนาดใหญ่ถึง 10,330 ลูกบาศก์เมตร ซึ่งทำหน้าที่เสมือนแบตเตอรี่สำรองพลังงานความเย็นขนาดใหญ่ สามารถกักเก็บพลังงานได้สูงถึง 26,000 ตัน-ชั่วโมง ระบบนี้ช่วยในการบริหารจัดการต้นทุนพลังงานได้อย่างดีเยี่ยม โดยการกักเก็บความเย็นไว้ในถังในช่วงเวลาที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าต่ำ (Off-Peak) เพื่อนำมาวางแผนการจ่ายพลังงานในช่วงที่มีการใช้งานสูง (Peak) ทำให้สามารถบริหารจัดการการเดินเครื่องผลิตความเย็นได้อย่างคุ้มค่าสูงสุด โดยภายในถังยังมีเซนเซอร์ มากกว่า 100 ตัว รอบๆถังเพื่อวัดระดับค่าความเย็นเพื่อส่งเข้าห้องควบคุมหลัก
นอกเหนือจากระบบทำความเย็นแล้ว ยังได้พัฒนาระบบ Drinking Water Plant ที่สามารถส่งจ่ายน้ำดื่มสะอาดจากโรงผลิตส่วนกลางขึ้นสู่โครงการอาคารสูงกว่า 50 ชั้น โดยผู้พักอาศัยสามารถเปิดน้ำจากก๊อกเพื่อดื่มได้ทันที ซึ่งระบบนี้ใช้น้ำประปาเป็นวัตถุดิบหลักผ่านกระบวนการกรองสิ่งสกปรกและกลิ่นด้วยระบบ Reverse Osmosis (RO) พร้อมฆ่าเชื้อและควบคุมคุณภาพน้ำให้เป็นไปตามมาตรฐาน NSF (National Sanitation Foundation) ก่อนจะส่งจ่ายผ่านโครงข่ายท่อที่ออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อสุขอนามัยของผู้บริโภคโดยเฉพาะ นวัตกรรมทั้งหมดนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับมาตรฐานคุณภาพชีวิตและการใช้พลังงานที่ยั่งยืนในอนาคต
ทั้งนี้ ระบบ District Cooling System (DCS) ของ Unisus ยังประกอบด้วยโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ 3 ส่วน ได้แก่ โรงผลิตน้ำเย็นส่วนกลาง (CUP), เครือข่ายท่อส่งจ่ายน้ำเย็น (Distribution Network) ที่ติดตั้งอย่างเป็นระบบภายในอุโมงค์สาธารณูปโภค
สำหรับอุโมงค์สาธารณูปโภค (Utility Tunnel) โครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะใต้ดิน คือ หัวใจสำคัญในการเชื่อมโยงนวัตกรรมพลังงานของ Unisus เข้ากับทุกอาคารในโครงการที่ฝังตัวอยู่ใต้ดิน ซึ่งทำหน้าที่เป็น “โครงข่ายเส้นเลือดใหญ่” (Distribution Network) ในการส่งจ่ายทรัพยากรจากโรงผลิตส่วนกลาง (CUP) ไปยังอาคารต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ

ความโดดเด่นของอุโมงค์สาธารณูปโภค
โดยภายในอุโมงค์มีการจัดวางเครือข่ายท่อส่งน้ำเย็นสำหรับระบบปรับอากาศ (District Cooling) และท่อน้ำดื่มสะอาดมาตรฐานโลก (District Drinking Water) ไว้อย่างเป็นระเบียบในที่เดียว ในด้านประสิทธิภาพการบำรุงรักษานั้น การวางระบบไว้ในอุโมงค์ช่วยให้ทีมวิศวกรสามารถเข้าตรวจสอบและซ่อมบำรุงได้ตลอดเวลาโดยไม่ต้องขุดเจาะถนนหรือรบกวนพื้นที่ส่วนกลางด้านบน ช่วยยืดอายุการใช้งานของอุปกรณ์และลดค่าใช้จ่ายในระยะยาว พร้อมทั้งทัศนียภาพและความเงียบสงบการย้ายระบบงานวิศวกรรมหนักลงสู่ใต้ดิน ทำให้พื้นที่ด้านบนของโครงการไม่มีมลพิษทางเสียงและความร้อนจากเครื่องจักร (Chiller) หรือคอมเพรสเซอร์แอร์ ช่วยรักษาทัศนียภาพที่สวยงามและคืนพื้นที่สีเขียวให้กับผู้อยู่อาศัยได้อย่างเต็มที่
อุโมงค์สาธารณูปโภคนี้จึงไม่ใช่แค่ทางผ่านของท่อน้ำ แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะที่เปลี่ยนภาพจำของงานวิศวกรรมเมืองแบบเดิม ให้ก้าวสู่มาตรฐานใหม่ของเมืองแห่งอนาคตที่ยั่งยืน










