
คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) และ “คณะทำงาน Zero Corruption: กกร. และเพื่อน ไม่ทน” ประกาศจุดยืนร่วมต่อต้านคอร์รัปชัน มุ่งสร้างประเทศไทยโปร่งใส แข่งขันได้อย่างยั่งยืน โดยขยายความร่วมมือทั้งภาคธุรกิจ ภาครัฐ ภาคประชาชน และหน่วยงานกำกับดูแล เพื่อผลักดันมาตรการที่นำไปปฏิบัติได้จริง

ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานหอการค้าไทยและประธาน กกร. กล่าวว่า การตั้งคณะทำงานฯ มีเป้าหมายเพื่อรวบรวมข้อเสนอเชิงนโยบายจากหลายภาคส่วน และผลักดันให้รัฐบาลปรับปรุงประสิทธิภาพภาครัฐตามแนวคิด Reinvent Thailand พร้อมดึงหน่วยงานต่าง ๆ ได้แก่ ACT, CAC, TIJ, มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และ TDRI ร่วมออกแบบระบบป้องกันคอร์รัปชัน และทำงานเชื่อมโยงกับหน่วยงานปราบปรามทุจริต เช่น ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. รวมถึงเครือข่ายเอกชนหลากหลายกลุ่ม

เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า “ภาคอุตสาหกรรมไทยในวันนี้ไม่ได้เพียงแค่ผลิตสินค้าเพื่อแข่งขันในตลาดโลกเท่านั้น แต่กำลังก้าวสู่ยุคที่ต้องผลิต ‘ความโปร่งใส’ เป็นมาตรฐานใหม่ของการดำเนินธุรกิจ เพราะการทุจริตไม่ใช่แค่ปัญหาทางศีลธรรมที่บั่นทอนความเชื่อมั่นของสังคม แต่คือ ‘ต้นทุนที่มองไม่เห็น’ ที่กัดกร่อนศักยภาพของประเทศ ทั้งด้านการลงทุน เทคโนโลยี และโอกาสทางเศรษฐกิจในอนาคต
ดังนั้น ภาคอุตสาหกรรมจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการสร้างระบบที่สุจริต ตรวจสอบได้ และยึดหลักธรรมาภิบาลอย่างแท้จริง เพื่อยกระดับศักยภาพของประเทศในทุกมิติไม่ว่าจะเป็นด้านดิจิทัล นวัตกรรม มาตรฐานสากล หรือการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งจะทำให้ไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตที่มีคุณภาพและได้รับความเชื่อมั่นจากประชาคมโลก”
“การพัฒนาเศรษฐกิจไม่อาจเกิดขึ้นได้ หากยังมีร่องรอยของการทุจริตแทรกอยู่ในระบบ เพราะทุกการกระทำที่ไม่โปร่งใส คือ อุปสรรคต่อการเติบโตของชาติและความเชื่อมั่นของนักลงทุน วันนี้คณะทำงาน Zero Corruption: กกร. และเพื่อน ไม่ทน จึงรวมพลังจากทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพื่อร่วมกันต่อต้านการทุจริตอย่างจริงจัง สร้างประเทศ ที่โปร่งใส เป็นธรรม และแข่งขันได้ เพื่อให้เศรษฐกิจไทยเดินหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป”

กอบศักดิ์ ดวงดี เลขาธิการสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า “ไทยเผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้าง หนี้ครัวเรือนสูง กฎระเบียบล้าสมัย และความสามารถแข่งขันลดลง ซึ่งล้วนโยงกับปัญหาคอร์รัปชัน สมาคมธนาคารไทยพร้อมร่วมผลักดันข้อมูลโปร่งใส และขับเคลื่อน Quick Big Win เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นนักลงทุนและรองรับการเป็นเจ้าภาพ IMF-WBG ปี 2569”

รศ.ดร.เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ และ ดร.มานะ นิมิตรมงคล ระบุว่า คณะทำงานฯ จะเดินหน้ากรอบการทำงาน 6 ด้าน ได้แก่
- ปลูกฝังจิตสำนึก
- นโยบายต้านทุจริตในองค์กร
- ระบบบริหารความเสี่ยง
- การเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ
- เทคโนโลยีตรวจจับทุจริต
- ระบบร้องเรียนและคุ้มครองผู้เปิดโปงข้อมูล

รศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ผลสำรวจ “ดัชนีสถานการณ์ คอร์รัปชันไทย (Thai CSI)” ประจำเดือนมิถุนายน 2568 โดยศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เป็นการสำรวจจาก 3 กลุ่มตัวอย่างหลัก จำนวน 2,400 ตัวอย่าง (ประชาชน, ผู้ประกอบการ/ภาคเอกชน, และข้าราชการ/ภาครัฐ) พบว่า ดัชนีรวมปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 36 จากระดับ 37 ในการสำรวจเมื่อเดือนธันวาคม 2567 สะท้อนว่าสถานการณ์ คอร์รัปชัน ไทยในภาพรวมแย่ลง โดยดัชนีย่อยทั้งด้าน “ปัญหาและความรุนแรง” “การป้องกัน” และ “การปราบปราม” ล้วนปรับตัวลดลงทั้งหมด
ซึ่งผลสำรวจชี้ให้เห็นว่ากลุ่มตัวอย่างมีความกังวลต่อสถานการณ์อย่างยิ่ง โดย 87% มองว่าปัญหาคอร์รัปชันในปัจจุบัน “รุนแรงขึ้น” เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา และ 74% คาดการณ์ว่า “จะรุนแรงขึ้น” ในปีหน้า แม้ว่าปัญหาจะยังรุนแรง แต่มีสัญญาณเชิงบวกคือ “ค่าเฉลี่ยความสามารถที่จะทานทนต่อการทุจริต (Tolerance of corruption)” ที่ลดลงต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 0.92 (ในระดับ 0-10 โดย 0 หมายถึง เกลียดการทุจริตที่สุด) สะท้อนว่าสังคมไทยไม่ยอมรับและไม่ทนต่อปัญหานี้อย่างชัดเจน
และเมื่อมีการเจาะลึกถึงสาเหตุสำคัญที่สุดของการทุจริต กลุ่มตัวอย่างระบุว่าเกิดจาก “ความไม่เข้มงวดของการบังคับใช้กฎหมาย” (13.5%) “กระบวนการทางการเมืองขาดความโปร่งใส” (11.6%) และ “ผลประโยชน์ทางการเมือง” (11.3%) โดยรูปแบบการทุจริตที่พบบ่อยที่สุดคือ “การไม่เปิดเผยข้อมูล หรือเปิดเผยข้อมูลไม่ครบถ้วน” (13.7%) “การเอื้อประโยชน์แก่ญาติ/พรรคพวก (Nepotism & cronyism)” (12.3%) และ “การใช้ตำแหน่งทางการเมืองเพื่อเอื้อประโยชน์แก่พรรคพวก” (10.9%)

สำหรับข้อเสนอเร่งด่วนที่ต้องการให้รัฐบาลดำเนินการมากที่สุด คือ “การตรวจสอบการทุจริตของนักการเมือง” (11.5%) และ “สนับสนุนให้เครือข่าย/ภาคธุรกิจ/ภาคประชาชนในการตรวจสอบ” (11.5%) ขณะที่กลยุทธ์สำคัญที่รัฐควรให้ความสำคัญอันดับแรก คือ “การสร้างกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างที่โปร่งใส ตรวจสอบได้โดยบุคคลภายนอก” (22.9%) และ “การวางนโยบายเศรษฐกิจที่เอื้อต่อการแข่งขันอย่างโปร่งใสและเท่าเทียม” (22.1%)
“ผลดัชนี CSI ที่ปรับตัวลดลงครั้งนี้สะท้อนวิกฤตความเชื่อมั่นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะการที่ดัชนีย่อยทั้งด้านการป้องกัน การปราบปราม และความรุนแรงของปัญหา แย่ลงพร้อมกันทั้งหมด สิ่งที่น่ากังวลคือความเชื่อมั่นต่อองค์กรอิสระที่ทำหน้าที่ปราบปรามการทุจริตอยู่ในระดับต่ำมาก ในทางกลับกันความเชื่อมั่นต่อพลังของภาคประชาชนและสื่อมวลชนกลับเพิ่มสูงขึ้น ภาครัฐจึงต้องเร่งพิสูจน์ตัวเองโดยการ ‘บังคับใช้กฎหมาย’ อย่างจริงจัง และสร้าง ‘กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างที่โปร่งใส’ เพื่อกอบกู้ความเชื่อมั่นกลับคืนมาโดยด่วน”
ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานหอการค้าไทยฯ กล่าวถึง Action Plan แบบ Quick Impact ภายใน 6 เดือน เพื่อเร่งลดคอร์รัปชันในสังคมไทย ครอบคลุม 6 ด้านสำคัญ ได้แก่
- ปลูกฝังจิตสำนึกต่อต้านคอร์รัปชัน โดยการรณรงค์ “เลือกตั้งสุจริต ไม่เลือกคนคดโกง ไม่รับซื้อเสียง” พร้อมย้ำเจตนารมณ์เอกชน “ฮั้วไม่จ่ายใต้โต๊ะ” และจัดเวทีความรู้เรื่องทุนเทา บัญชีม้า และนอมินี เพื่อสรุปปัญหาและแนวทางจัดการอย่างเป็นรูปธรรม
- นโยบายต่อต้านทุจริตในองค์กร เพื่อเร่งผลักดันสมาชิกธุรกิจเข้าร่วม CAC วางระบบควบคุมภายใน ปฏิเสธสินบน และยกระดับมาตรฐานจรรยาบรรณ ควบคู่การเร่งปฏิรูประเบียบกฎหมาย (Regulatory Guillotines) ผลักดัน พ.ร.บ.อำนวยความสะดวก–ยกระดับภาครัฐสมัยใหม่ รวมถึงสนับสนุนการเข้าร่วม OECD และ OGP
- ระบบบริหารความเสี่ยง โดยการสำรวจปัญหาการถูกเรียกรับสินบน และประกาศ “10 สินบนที่ไม่ยอมทนอีกต่อไป” พร้อมเก็บข้อมูลจากเครือข่าย กกร. และติดตามดัชนี CSI, CPI เพื่อประเมินสถานการณ์คอร์รัปชันอย่างต่อเนื่อง
- เปิดเผยข้อมูลภาครัฐ ผลักดันการเปิดเผยข้อมูลที่จำเป็นต่อการต่อต้านคอร์รัปชัน ตามมาตรฐาน Open Data Charter จำนวน 25 ชุดข้อมูล
- เทคโนโลยีตรวจสอบโปร่งใส ใช้ฐานข้อมูล ACT AI เพื่อตรวจสอบและติดตามกรณีทุจริตอย่างมีประสิทธิภาพ
- ช่องทางร้องเรียนและคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส รณรงค์ “เรียกรับ…เราร้อง” เปิดช่องทาง “ฟ้องโกงทันใจ” ผ่าน Corruption Watch เพื่อให้ประชาชน ข้าราชการ และนักธุรกิจไทย ต่างชาติ แจ้งเบาะแสได้อย่างปลอดภัย ไม่ถูกกลั่นแกล้งหรือฟ้องปิดปาก

ทั้งนี้ กกร. มองว่าคอร์รัปชันทำลายความสามารถแข่งขันและความเชื่อมั่นของนักลงทุน จึงจัดตั้ง “คณะทำงาน Zero Corruption: กกร. ไม่ทน” เพื่อรวบรวมข้อเสนอจากภาคธุรกิจและภาคประชาสังคม และจัดทำเป็นนโยบายเชิงโครงสร้างเสนอรัฐบาล เพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจ การเมืองที่โปร่งใสและยั่งยืน
